บล.เอเซีย พลัส ประเมินสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เริ่มเข้าสู่เฟส 4 มีสัญญาณเจรจาผ่านคนกลาง จับตาการประชุมเฟด 18 มี.ค. หลังราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงดันเงินเฟ้อโลก พร้อมแนะสะสม 8 หุ้นใหญ่ปันผลสูง-ESG ระดับ AA
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนโลก ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 13 โดยระบุว่า แม้อิหร่านจะยังคงเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้อุปทานน้ำมันชะงักและดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทิศทางของสงครามเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟส 4 หรือเริ่มมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย
ฝ่ายวิจัยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีภาวะบอบช้ำ โดยสหรัฐต้องแบกรับงบประมาณทางการทหารที่สูง ขณะที่อิหร่านถูกกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก สัญญาณบวกเริ่มปรากฏจากการพูดคุยผ่านบุคคลที่ 3 อาทิ การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสายตรงหาปูติน การยอมให้เรือขนส่งบางประเทศผ่านช่องแคบได้ รวมถึงการที่อิหร่านเสนอ 3 เงื่อนไขหยุดยิง ซึ่งตามสถิติวัฏจักรสงคราม เมื่อเข้าสู่เฟส 4 ตลาดหุ้นจะหยุดสภาวะตื่นตระหนก และเริ่มสร้างฐานเพื่อเตรียมฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยังคงกดดันภาพรวมเศรษฐกิจโลก บล.เอเซีย พลัส ประเมินผ่านแบบจำลอง BECO ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งจาก 65 เหรียญไปสู่ 108 เหรียญ จะดันให้เงินเฟ้อสหรัฐทะลุ 3% ต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาสติดกัน ปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่นี้จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้ยากขึ้น โดยสัญญาณจากดัชนี Fedspeak เริ่มสะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามการประชุมเฟด และการเปิดเผย Dot Plot ในวันที่ 18 มีนาคมนี้อย่างใกล้ชิด
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) แม้จะมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 2.8 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้ แต่ดัชนียังสามารถยืนหยัดและฟื้นตัวสวนกระแสตลาดโลกได้จากแรงซื้อของสถาบันและรายย่อยในประเทศ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งของตลาดหุ้นไทยในฐานะ Safe Haven โดยมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 4% ต่อปี และมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอโครงการ TISA (Thai Individual Savings Account) ให้รัฐบาลพิจารณาในเดือนเมษายน 2569 เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนระยะยาว โดยคาดว่าจะมาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับกระแสเงินสดและรอความชัดเจนของกองทุน TISA โดยเน้นคัดกรอง “หุ้นใหญ่สภาพคล่องสูง” ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ระยะยาว 3-5 ปี และได้รับการประเมิน ESG Rating ในระดับสูงสุดที่ “AAA” เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยมีหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่
อ่านข่าวต้นฉบับ: บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามอิหร่านเข้าเฟส 4 ชู 8 หุ้นไทยปันผลเด่น-ESG เกรด AAA