ศูนย์พยากรณ์ เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ระดับ 53.7 พุ่งสูงสุดรอบ 9 เดือน หลังสภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มจีดีพี รวมทั้ง คนมีหวังที่จะได้รัฐบาลใหม่จะเข้ามาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมคาดได้คนนอกเป็นดรีมทีมเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.พ. 2569 ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ -อิหร่าน ว่า มีการปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 52.8 เป็น 53.7 แต่ยังต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเนื่อง
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับเพิ่มเป้าจีดีพีสูงกว่าเดิมเป็น 2% รวมทั้งคนยังมีความหวังที่ได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งมีการตั้งดรีมทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาจากคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญโดยรัฐบาลให้อิสระในการบริหารงานทำให้คนมีความหวังมากขึ้น”
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.พ. 2569 อยู่ที่ระดับ 53.7 (ไม่รวมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน) ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2.0% ประกอบกับความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มรุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วภายใน 1 เดือน หรือจะยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ จึงเสนอให้รัฐบาลหาแนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก รวมทั้งเร่ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้กับคนในประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนก.พ. 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 23-27 ก.พ.69 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 44.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 44.4 อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในปัจจุบัน และอนาคต แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชน เห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ปกติ
ทั้งนี้ ผลการสำรวจดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนมี.ค. ดังนั้นความคิดเห็นของภาคธุรกิจ จึงยังไม่ได้สะท้อนต่อสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับปัจจัยด้านบวก ได้แก่ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/68 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% การส่งออกของไทยเดือน ม.ค. 69 ขยายตัว 24.4% มูลค่าอยู่ที่ 31,573.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 29.35% มีมูลค่าอยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3,303.43 ล้านดอลลาร์
ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวลดลงประมาณ 0.30 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 30.18 และ 30.55 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 SET Index เดือน ก.พ. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 202.64 จุด จาก 1,325.62 ณ สิ้นเดือน ม.ค. 69 เป็น 1,528.26 ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 68 จนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีนเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมืองหลังจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงทาให้บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนยังไม่คึกคัก เนื่องจากรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัด เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 31.271 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 69 เป็น 31.254 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 ทำให้มีความกังวลว่าจะส่งกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงสูงขึ้น ทิศทางและแนวโน้มของนโยบายของรัฐบาลที่ยังคงไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาโลกที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในการเข้ามาลงทุน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
แนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก
สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างงานให้กับคนในประเทศเพิ่มขึ้นสนับสนุน SMEs และแก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาวมากที่สุดช่วยจัดการสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกมา และดูแลราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากรายได้เกษตรกรในหลายภูมิภาค ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดอย่างมากมาตรการสกัดกั้นสินค้าด้อยมาตรฐาน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและบังคับใช้ภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันแนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทาให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัวพัฒนาทักษะแรงงานโดยเฉพาะทางด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความรู้เท่าทันและปรับตัวในอนาคตการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: เชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่ง ก.พ. แตะ 53.7 สูงสุดรอบ 9 เดือน ลุ้นดรีมทีมเศรษฐกิจใหม่