ภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดที่ทำการพรรคสีนํ้าเงิน ต้อนรับพรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ส่งชื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เมื่อ 12 มีนาคมที่ผ่านมา
“หนิม…หนูก็รอหนิมตั้งนาน” อนุทินพูดทักทายจุลพันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่น
แต่หลังม่านการเมืองที่แท้จริงในนาทีนี้
พรรคเพื่อไทยเหมือนอยู่ในกำมือของพรรคภูมิใจไทยอย่างมิอาจปฏิเสธ
“อนุทิน” ประกาศตั้งรัฐบาล 291 เสียง ที่พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง (รวม 1 เสียง จากสุพรรณบุรี 3 ที่ กกต.ยังไม่รับรอง) เป็นแกนนำ มีเพียงพรรคเพื่อไทย 74 เสียง เท่านั้นที่เป็นพรรคใหญ่
ที่เหลือประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคโอกาสใหม่ 1 เสียง
ชัดแล้วว่าไม่มี 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมรัฐบาล แม้พยาปยามทอดไมตรีการเมือง แต่ไม่ได้มีการตอบกลับจากอนุทิน-ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ แกนนำระดับจิตวิญญาณของพรรค
“อนุทิน” กล่าวความรู้สึกหลังไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลว่า “ตอนนี้มีจำนวนที่เหมาะสม และสะดวกต่อการบริหารประเทศ และการดำเนินการในรัฐสภา
ไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่เป็นแกนนำรัฐบาลแล้วมีเสียงเกิน 300 เสียง ส่วนความรู้สึก (ที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม) ยอมรับว่ามีความรู้สึกมากพอสมควร”
“ก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้ แต่มีเหตุผลที่บางอย่างก็ฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรัก เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทที่ต่างกัน การเมืองมันก็แบบนี้ วันนี้หนู (อนุทิน) กับหนิม (จุลพันธ์) มาอยู่ด้วย”
แม้ดูว่าพรรคเพื่อไทยจะมีอำนาจต่อรองสูง เพราะเป็นพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวในสมการพรรคร่วมรัฐบาล
แต่วิบากกรรมทางการเมืองในอดีตของพรรคเพื่อไทย ยังมีหลายคดีที่ยังอยู่ในมือของ “องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องกลายเป็น “ตัวประกัน” ทางการเมือง
โดยเฉพาะคดีในระดับครอบครัวชินวัตร มีทั้งคดีอันเป็นผลพวงของคลิปเสียงแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สนทนากับ สมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา
คดีตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว P/N 4.4 พันล้านบาทของ “แพทองธาร” ก็ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
และคดีคดีชั้น 14 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นภาคต่อ หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาบังคับโทษจำคุก 1 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.อาจขยายผลถึงการที่อดีตนายกฯสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิดหรือไม่
ยังไม่นับคดีที่คนในพรรคเพื่อไทยอาจถูกหางเลข เช่น คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง, คดีที่ ป.ป.ช.รับไต่สวน งบฯแก้ภัยแล้ง 1.5 หมื่นล้าน ที่อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144
เมื่อทุกกลไกอำนาจการเมืองถูกปกคลุมด้วยสีน้ำเงิน พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ยิ่งขยับยาก
สวนทางกับพรรคภูมิใจไทยที่แข็งแกร่งเป็นปึกแผ่น คดีที่เคยติดตัวพรรคภูมิใจไทยถูกปลดทิ้งทีละคดี ทั้งคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 มีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ซึ่งรวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย และ สว. และ คดีที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ถูกร้องว่าใช้นอมินีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญ ซึ่งมติ ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องเช่นกัน
ด้วยสารพัดคดีในองค์กรอิสระ 74 เสียง พรรคเพื่อไทยจึงไม่อาจขยับไปจากรัฐบาลสีน้ำเงินได้ง่ายดายนัก
ดังนั้น ในวันโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 ตำแหน่ง และรองประธานอีก 2 ตำแหน่ง ในวันที่ 15 มีนาคมจึงเป็นไปตามโผคือ
ตำแหน่งประธานสภาคือ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย รองประธานสภา คนที่ 1 คือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ส่วนรองประธานสภา คนที่ 2 คือ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย พรรคเพื่อไทย
เช่นเดียวกับโผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” เริ่มสะเด็ดน้ำ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้โควตา 14 กระทรวง 27 คน นิ่งยิ่งกว่านิ่ง ประกอบด้วย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงมหาดไทย มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 คนคือ นายทรงศักดิ์
ทองศรี แกนนำพรรค ภท. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา
กระทรวงคมนาคม มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 คน ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และมีรายชื่อนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ ซึ่งมีอีกตำแหน่งในโผ คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ 4 ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางมนพร เจริญศรี หรือนายพัฒนา สัพโส เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และอีก 1 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังฝุ่นตลบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาให้กับ สส.เขต หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งยังคงชิงเก้าอี้กันอยู่
อีกด้านหนึ่ง เป็นคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในชั้นผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังคงมี 40 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา “ทรงศัก สายเชื้อ” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูล หลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ขณะนี้มี 40 คำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นคำร้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนประมาณ 20 เรื่อง และคำร้องเกี่ยวกับการเดือดร้อนจากการเลือกตั้งอีก 10 กว่าเรื่อง ซึ่งแนวทางการพิจารณามี 2 ประเด็นคือ การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงประเด็นทีโออาร์ และการจัดพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งนับตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียนในวันแรก เมื่อข้อมูลเข้ามาก็นำมาวิเคราะห์
รัฐบาลภูมิใจไทยไม่เพียงแข็งแกร่งด้วย 291 เสียง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากว่ายังเสริมใยเหล็กด้วยสภาสูง วุฒิสภาสีน้ำเงิน ตรึงด้วยตาข่ายความปลอดภัยทางการเมือง เชื่อมกับองค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม การประกาศจากหลังม่านปราสาทสายฟ้า ว่าจะเป็นรัฐ-นิติบัญญัตินำบริหาร ลึกซึ้งถึงฐานราก ฝันไกลไปถึงชนะเลือกตั้ง ตีตั๋วต่อเป็นรัฐบาลครั้งหน้าไปแล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ภูมิใจไทย’ ตีตั๋วพิเศษ ฝ่า 40 คดีเลือกตั้ง ล็อกเพื่อไทยตัวประกัน