สภาประชุมนัดแรกคึกคัก โสภณ-พริษฐ์ ชิงเก้าอี้ประธานสภา โสภณ ตั้งเป้าปั๊มกฎหมายเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหาร ด้าน ไอติม วาง 4 ข้อ ให้ประธานถือธงนำปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชน ประชาธิปไตย
ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธาน อีก 2 คน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ
โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคประชาชน โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เมื่อมีการเสนอชื่อแข่งต้องออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ ตามข้อบังคับการประชุมสภา ตามข้อ 6 วรรคสาม นอกจากนี้ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภาฯ จะต้องแสดงวิสัยทัศน์
ทั้งนี้ นายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นการทำงานสภาในรุ่นก่อนมีการยกชาร์ตในการทำงาน จนกระทั่งมีการใช้ AI เห็นจุดเด่น จุดด้อย หวังว่าสภาชุดนี้จะได้หลอมรวมประสบการณ์ดีๆ ในอดีต นำความรู้สมัยใหม่มาหลอมรวมมาใช้ในการทำงานสภา เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
อำนาจหน้าที่ของประธานสภา และ อำนาจของสภานิติบัญญัติมีหน้าที่ 3 ประการ 1.นำเรื่องทุกข์ร้อนของประชาชนมาบอกกล่าว ผ่านการปรึกษาหารือ ตั้งกระทู้ หรือ ตั้งญัตติ อยากเห็นสภาใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวกับฝ่ายบริหารเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างมีรูปธรรม 2.อยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ สมดุล เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งการค้า เศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญคือวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม
อยากเห็นสภาแห่งนี้ ได้เป็นหลักในการฝ่าวิกฤตเคียงคู่กับรัฐบาล ใช้กฎหมายฝ่าวิกฤต ครั้งนี้อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ ที่จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เรามีกฎหมายล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หวังว่าสภาชุดนี้จะต้องสังคยานากฎหมายที่เป็นอุปสรรคของประชาชน นำมายกเลิกโดยเร็วที่สุด
ส่วนกฎหมายใหม่ ที่จะนำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ ทันพัฒนาการของโลก และทันปัญหาของประเทศ ทั้งเรื่องการค้า เรื่องสังคม จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
“ความเห็นของผม ประชาชนไม่พึงปราถนาใช้วาทกรรมเอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ คิดว่าประชาชนปรารถนาที่อยากเห็นให้สภาออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลไปทำ หวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกจะร่วมแรงร่วมใจกันในการเสนอกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้สร้างความศรัทธา เราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่เราต้องการในการพัฒนาประเทศ“ นายโสภณ กล่าว
นายโสภณ กล่าวว่า หากตนได้รับเลือกทำหน้าที่ประธานสภา ตนก็ปารวณาตนที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ด้านนายพริษฐ์ ได้กล่าววิสัยทัศน์ว่า การเสนอชื่อในวันนี้เป็นการเสนอโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เป็นผู้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภา เพราะตั้งแต่ผลเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ออกมา พรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอดว่าเราเคารพสิทธิ์ของพรรคอันดับหนึ่งในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
มาถึงวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปเพราะได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้วและคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาในเช้าวันนี้
แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายในสภาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเดินเพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณาและเพื่อเป็นทางเลือให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ในส่วนวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา มีความเห็นว่าภารกิจที่สำคัญที่สุดของประธานสภาเวลานี้คือการกอบกู้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาแห่งนี้ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแต่ในหลายครั้งสภาแห่งนี้ก็กลับทำลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน
ถ้าเราเปิดดูข้อบังคับสภาเราจะเห็นเขียนไว้ชัดในข้อที่ 9 ว่าประธานสภานั้นจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกัน ว่าประธานสภาจะต้องวางตัวเป็นกลาง ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรคและสมาชิกทุกคน ใครพรรคไหนทำผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือนห้ามปรามด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใครเสนอกฎหมายอะไรก็ต้องปฏิบัติตามด้วยมาตรฐานเดียวกัน
หากเราจะทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ ที่หวังว่าประธานสภาคนถัดไป จะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง
คือ 1. หวังว่าประธานสภาคนต่อไปจะไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีในอนาคตยกระดับงานด้านนิติบัญญัติ ตัวอย่างเช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายทั้งหมดทั้งในห้องประชุมใหญ่ และในห้องประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้ว่าสภาแห่งนี้ได้ศึกษาเรื่องอะไรไปแล้วบ้างจะได้ไม่ต้องศึกษาซ้ำแบบเดิมในอดีต และเพิ่มการประชุมแบบออนไลน์ เพื่อทำให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ
2. ประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็น กลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สิ่งหนึ่งที่สภาทำได้คือการจัดทำและเผยแพร่ “แดชบอร์ด” เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้ สนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดในการประชุมกรรมาธิการเหมือนกับการประชุมในสภา
3.จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชน เผชิญกับปัญหาปากท้องที่ถูกซ้ำเติมจากวิกฤตภายในและภายนอก สิ่งสุดท้ายที่พี่น้องประชาชนอยากเห็นคือการเห็นผู้แทนที่เลือกเข้าไปกลับไปใช้เงินภาษีอย่างฟุ่มเฟือยสิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนำงบประมาณมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งสุดท้ายที่อยากเห็น คือสภาที่ลงทุนกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าลงทุนการแก้ไขปัญหาของประชาชน
ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสำคัญ ในการเสนอให้มีการตัดหรือปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแม้จะต้องขัดกับเพื่อนสมาชิกในที่นี้อยู่บ้าง
4. จะต้องไปวางตนเป็นกลางระหว่างอำนาจของคนไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน สภาชุดไหนที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชน ก็เปรียบเสมือนสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง ปัจจุบันประชาธิปไตยถูกบีบให้อ่อนแออำนาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงนำในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกขัดขวางบิดเบือน ไม่ให้ถูกครอบงำโดยอำนาจ ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
“ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ เห็นว่า ประธานสภาคนถัดไป จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อทำให้การได้มา และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ในฐานะ ตัวแทนของส.ส 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องมีบทบาทสำคัญ” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในการรวมพลังทุกพรรคและสมาชิกทุกคนเพื่อมาตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาและทำให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรีเป็นธรรมและโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภาผมเห็นว่า ประธานสภาคนถัดไปจะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงรวดเร็วเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนทุกชุดความคิดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติที่ผ่านมา
คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้อาจไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภาแต่คือคำถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้สภาแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามครอบงำผู้แทนราษฎรของเรา
หากตนได้รับเลือกทำหน้าที่ประธานสภา ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นที่ประชุมสภาได้เข้าสู่การลงคะแนนด้วยวิธีลับ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ประชุมสภานัดแรก เปิดวิสัยทัศน์ ‘โสภณ – พริษฐ์’ ชิงเก้าอี้ประธาน
