เปิดประวัติ ‘โสภณ ซารัมย์’ ฅนบุรีรัมย์ ชีวิตจากครูบ้านนอก 25 ปี สส.เมืองประสาทหิน 7 สมัย สู่เก้าอี้ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร”
โสภณ ซารัมย์ ชื่อเล่น (ตุ๋ง) เกิดวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี กำเนิดอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ บิดามารดาคือ นายสนั่น และนางละไม ซารัมย์ บิดาเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือ สมบูรณ์ ซารัมย์ อดีต สส.บุรีรัมย์ สมัยเด็กมักหารายได้พิเศษระหว่างเรียนด้วยการปั่นซาเล้งเลี้ยงชีพ ทำให้เมื่อเข้าสู่ถนนการเมืองจึงถูกเรียกว่า “โสภณ ซาเล้ง”
ชีวิตสมรสกับ อารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเมืองลำปลายมาศ มีบุตร 3 คน คือ อาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560, รัฐพล ซารัมย์ และ ฉัตรพล ซารัมย์
สำเร็จการศึกษาเรียนครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โดยก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองเคยรับราชการครูประชาบาล ก่อนที่ในปี 2544 ตัดสินใจลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ครั้งแรก ในนามพรรคชาติไทย และปี 2548 ลงสมัครรับการเลือกตั้ง สังกัดพรรคไทยรักไทย ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน จากนั้นถูกตัดสินยุบพรรค และย้ายมาพรรคภูมิใจไทย ตลอดชีวิตการเมืองลงสมัคร สส. 7 ครั้ง ชนะ 7 ครั้ง
บทบาทงานการเมืองที่สำคัญ โสภณ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยุครัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อปี 2551 (ช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 51) เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551 – 2554 (ระยะเวลาราว 2 ปี 7 เดือน)
ก่อนที่ต่อมา 14 ปี ในปี 2568 ยุค ครม.อนุทิน 1 โสภณ ซารัมย์ กลับมาสู่ถนนอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และภายหลังการเลือกตั้ง 2569 สส.บุรีรัมย์ ผู้นี้ได้รับการเลือกจาก สส.เสียงข้างมากให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร สำหรับ นายโสภณ ถือเป็นบุคคลใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ในนามกลุ่มเพื่อเนวิน
ทั้งนี้ โสภณ เคยยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อ ก.ค. 2566 ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยแจ้งทรัพย์สินตนและคู่สมรส ทั้งสิ้น 51 ล้านบาท มีหนี้สิน 2.4 แสนบาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ อาทิ เงินฝาก เงินลงทุน ที่ดิน ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นๆ
โสภณ แสดงวิสัยทัศน์ หลังถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งประมุขสภาว่า ตนอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นการทำงานสภาในรุ่นก่อนมีการยกชาร์ตในการทำงาน จนกระทั่งมีการใช้ AI เห็นจุดเด่น จุดด้อย หวังว่าสภาชุดนี้จะได้หลอมรวมประสบการณ์ดีๆ ในอดีต นำความรู้สมัยใหม่มาหลอมรวมมาใช้ในการทำงานสภา เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
อำนาจหน้าที่ของประธานสภา และ อำนาจของสภานิติบัญญัติ มีหน้าที่ 3 ประการ 1.นำเรื่องทุกข์ร้อนของประชาชนมาบอกกล่าว ผ่านการปรึกษาหารือ ตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติ อยากเห็นสภาใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวกับฝ่ายบริหารเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างมีรูปธรรม
2.อยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ สมดุล เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งการค้า เศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญคือวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม
อยากเห็นสภาแห่งนี้ ได้เป็นหลักในการฝ่าวิกฤตเคียงคู่กับรัฐบาล ใช้กฎหมายฝ่าวิกฤต ครั้งนี้อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ ที่จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เรามีกฎหมายล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หวังว่าสภาชุดนี้จะต้องสังคยานากฎหมายที่เป็นอุปสรรคของประชาชน นำมายกเลิกโดยเร็วที่สุด
ส่วนกฎหมายใหม่ ที่จะนำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ ทันพัฒนาการของโลก และทันปัญหาของประเทศ ทั้งเรื่องการค้า เรื่องสังคม จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
“ความเห็นของผม ประชาชนไม่พึงปรารถนาใช้วาทกรรมเอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ คิดว่าประชาชนปรารถนาที่อยากเห็นให้สภาออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลไปทำ หวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกจะร่วมแรงร่วมใจกันในการเสนอกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้สร้างความศรัทธา เราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่เราต้องการในการพัฒนาประเทศ” นายโสภณ กล่าว
นายโสภณ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากได้รับเลือกทำหน้าที่ประธานสภา ก็ปารวณาตนที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
พ่อใหญ่ตุ๋ง ก๊วนเพื่อนเนวิน ผู้นี้เคยให้สัมภาษณ์ ประชาชาติธุรกิจ วิเคราะห์ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ภูมิใจไทย จากพรรค 71 เสียงในการเลือกตั้ง ก้าวกระโดดได้ สส. 191 คน ในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ได้รับชัยชนะเพราะเดินด้วยหลักวิทยาศาสตร์คือการทำตามสเต็ป ทำงานแบบคิดวิเคราะห์ ควบคู่การทำงานแบบยั่งยืนให้ตรงใจประชาชน เป็นพรรคจับต้องได้จากนโยบายและการกระทำ
ไม่ใช้ทำการเมืองแบบไสยศาสตร์ หรือจินตนาการ เห็นจาก สส.ภูมิใจไทยส่วนใหญ่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะ สส.ชนบทเป็นทุกอย่างของประชาชนจริง ๆ ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในสภาอย่างเดียว ก่อนบอกว่า “คุณเชื่อคำพูด หรือคุณเชื่อการกระทำ”
“เราถูกดูถูกดูแคลน ว่าเป็นผู้แทนเผาผี (ไปงานศพ) เป็นผู้แทนนั่นนี่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ประชาชนคืออะไร เวลาเขาเดือดร้อนเรายื่นมือไปช่วย”
เมื่อถูกถามว่า ทำไมค่ายการเมืองสีน้ำเงิน ชนะระบอบทักษิณทั้งที่โตด้วยกันมา “โสภณ” คิดว่าสาเหตุอยู่ที่วิธีการ ภูมิใจไทยใช้สิ่งที่ “ยั่งยืน” ในพื้นที่ ไม่ใช่เอาแค่ “กระแส” เราคิดว่าต้องชนะใจประชาชนให้ได้ ไม่ว่าเจอกระสุนหรือกระแส และประชาชนเห็นจากฝีมือการบริหารรัฐบาลอนุทิน 1 แม้เป็นช่วงเวลาสั้น 4-5 เดือน
แต่ถึงอย่างไรการเดินจากนี้ของรัฐบาลภูมิใจไทย ต้องทำงานให้ดี ไม่ทำให้สังคมผิดหวัง และต้องระวังไม่เหยียบกับระเบิดตัวเอง
ส่วนความรู้สึกที่เห็นภูมิใจไทยวันนี้ โสภณ บอกว่า “ไม่ว่าเราจะน้อยหรือมาก พวกเราอยู่กันแบบมีความสุขเป็นปึกแผ่น เพราะสิ่งที่ภูมิใจไทยมีคือความเป็นเอกภาพ ภูมิใจไทยยุคนี้สิ่งที่ผู้ใหญ่คิด คือพรรคการเมืองต้องไม่มีมุ้งมาต่อรองหากจะคิดทำการเมืองจริง ๆ ซึ่งมันต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ส่วนการจะทำให้ได้ชัยชนะอย่างยั่งยืนก็ต้องสร้างผลงาน”
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องติดตามการทำหน้าที่ประธานสภาฯ โสภณ จะมุ่งสังคยานากฎหมายที่เป็นอุปสรรคของประชาชนได้ตามเป้า และทำหน้าที่ประมุขสภาอย่างเที่ยงธรรมหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับ: “พ่อใหญ่ตุ๋ง – โสภณ ซารัมย์” ครูบ้านนอก สู่บัลลังก์ประธานสภาฯ ฅนบุรีรัมย์
