ซีอีโอใหม่ AIS มองโจทย์โทรคมนาคมยุคหลังเอไอ กางโร้ดแมป Virtual Bank ธุรกิจการเงินครั้งแรกภายใต้ขยายการลงทุนรองรับโครงข่ายยุคใหม่ ใต้ยุทธศาสตร์ Intelligence Infrastructure
นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เปิดเผยว่า ในปีนี้ AIS จะมีการโฟกัสแผนการลงทุนในโครงข่ายยุคใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปหลังยุคการแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องการการอัปโหลด และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมากขึ้น โดยปี 2569 นี้มีกรอบการลงทุน 30,000-35,000 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยราว 1หมื่นล้านบาท
“ช่วงที่ผ่านมาเราพยายามสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อบริการลูกค้าอยู่บนความคุ้มค่าและตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านแพลตฟอร์มเอไอ ที่เรารวมหลายเจ้าไว้ที่เดียว หรือแพลตฟอร์มความบันเทิงที่เรามีคอนเทนต์ไว้ในมือมากขึ้น และคงเป็นที่เดียวในโลกที่มีแพ็กเกจเดียวแล้วลูกค้าสามารถดูคอนเทนต์จากแพลตตฟอร์มระดับโลกทั้งหมด ซึ่งปีนี้แพลตฟอร์มเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น พร้อมกับการลงทุนขยายโครงข่าย”
และว่า ปีนี้แพลตฟอร์มบริการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนการใช้งานโครงข่าย AIS ที่จะได้เห็นในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 คือ บริการธนาคารดิจิทัลหรือ Virtual Bank ซึ่งเป็นการร่วมมือกับอีกหลายส่วน
“เราไม่ได้คาดหวังว่าเวอร์ชวลแบงก์จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ หรือทำให้รวย แต่เป็นการเสริมประโยชน์จากโครงข่ายยุคใหม่ที่เราลงทุน ทั้งมือถือ ทั้งไฟเบอร์ ดาตาเซ็นเตอร์ และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่ง AIS มีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานโครงข่ายของลูกค้า ซึ่งจะเข้าไปเสริมความต้องการได้เฉพาะเจาะจง
และการสร้างเวอร์ชวลแบงก์นั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองกลุ่ม Underserve เน้นการสร้าง “การเข้าถึง” (Inclusion) สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากหรือมีต้นทุนสูง โดยใช้ฐานข้อมูลและเครือข่ายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริการทางเทคโนโลยีบางอย่างในอนาคต อาจต้องพึ่งพาบริการการเงิน ซึ่งต้องใช้ข้อมูลของเรา ดังนั้นมันจึงเป็นการเข้ามาเสริมความต้องการให้ลูกค้ามากกว่าที่จะทำรายได้โดยตรง”
Virtual Bank ร่วมมือกับ Krungthai Bank และ PTT Oil and Retail Business จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในชื่อ ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLIX
นายปรัธนา เน้นย้ำว่า ปีนี้แพลตฟอร์มดิจิทัล จะไม่ได้เห็นแค่เวอร์ชวลแบงก์อย่างเดียว เพราะแพลตฟอร์มความบันเทิงก็ต้องยกระดับ ต้องมีความหลากหลาย รวมถึงความต้องการอื่นๆ ของลูกค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่เชื่อถือได้ และในแง่ธุรกิจก็ต้องสร้างบริการบนโครงข่ายที่ดีอยู่แล้วต่อไปให้ได้
“บริการโทรคมนาคมที่ขายคลื่นสัญญาณอย่างเดียวไปต่อไม่ได้ โทรคมนาคมไม่ได้ทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสารต่อไป การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแย่งชิงฐานลูกค้าใหม่ (Net Add) เนื่องจากจำนวนเบอร์โทรศัพท์ในประเทศมีถึง 95 ล้านเลขหมาย ซึ่งเกินกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อ “ครองใจลูกค้าเดิม” ผ่าน คุณภาพเครือข่าย ความคุ้มค่าจากการนำเสนอสิทธิประโยชน์ การบริการอัจฉริยะ”
ในด้านคุณภาพเครือข่าย แน่นอนว่าการลงทุนกรอบวงเงินเดิมต้องรักษาโครงข่าย 5G และ Fibre ให้มีคุณภาพต่อ เพราะยิ่งคนใช้เยอะเงินลงทุนส่วนนี้ยิ่งต้องเยอะ แต่ส่วนที่สำคัญอันดับสาม คือ International Connectivity หรือการเชื่อต่อระหว่างประเทศ เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเกิดตามมา
“เรามีผู้ถือหุ้นและพาร์ทเนอร์เป็นกลุ่ม Singtel ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ อย่างเช่น สายเคเบิลใต้ทะเลที่เป็นจุดเชื่อมต่อออกไปนอกประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคตก็มีพาร์ทเนอร์ช่วยรองรับ แม้จะมีความสำคัญมากแต่เชื่อว่าไม่ได้ลงทุนสูงอย่างที่คิด”
ในส่วนของ ดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับ Gulf Energy Development AIS และ Singtel โดยแต่ละฝ่ายนำจุดแข็งมารวมกัน Gulf สนับสนุนด้านพลังงาน ขณะที่ Singtel เชื่อมต่อเครือข่ายระดับโลก และAIS ดูแลโครงข่ายและฐานลูกค้าในประเทศ มีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตจาก 26 เมกะวัตต์ สู่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2027 ซึ่งวันนี้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังมองหาพื้นที่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และประเทศไทยมีศักยภาพสูง
สุดท้ายคือ เรื่องเอไอ เข้ามาเปลี่ยนแปลงโทรคมนาคมอย่างมากในฝั่งลูกค้า หรือ Front end บริษัทใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานลูกค้ากว่า 50 ล้านบัญชี เพื่อออกแบบแพ็กเกจบริการที่เหมาะสมกับแต่ละคน
ขณะเดียวกันในด้านโครงข่าย Back end เอไอเข้ามาช่วย พัฒนา Autonomous Network ที่เน็ตเวิร์กสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้เอง และนั่นคือเป้าหมายของการลงทุนในแง่โครงสร้างพื้นฐานด้วยว่าเราอยากให้โครงข่ายของเราในยุคหลังเอไอเป็น Intelligence Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะหลัก 5 ด้าน ได้แก่
การเติบโตของรายได้ ตั้งเป้าที่ 3-5% ฐานลูกค้า 5G ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นจาก 17 ล้านราย เป็นประมาณ 20 ล้านราย ฐานลูกค้า Broadband อินเทอร์เน็ตบ้านตั้งเป้าเติบโตกว่า 9-10% และมองว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตสูงมาก เนื่องจากปัจจุบันมีการเข้าถึงเพียง 50% หรือประมาณ 11 ล้านครัวเรือนจากทั้งหมด 22-26 ล้านครัวเรือน เมื่อเทียบกับจีนที่มีการเข้าถึงสูงถึง 103% ทำให้ AIS เชื่อมั่นว่าตลาดยังขยายตัวได้อีก คาดรายได้ จากส่วนนี้ เติบโตประมาณ 9%
ขณะเดียวกันแนวโน้มความต้องการใช้งาน ดาต้า ที่เพิ่มขึ้น และเทรนด์การใช้งานเปลี่ยนจากเดิมที่เน้น “ดาวน์โหลด” (ดูวิดีโอ/โซเชียล) เป็นการ “อัปโหลด” มากขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลมาจากการส่งข้อมูลปริมาณมากผ่าน AI และการทำงานบนคลาวด์ เช่น ChatGPT หรือการอัปโหลดวิดีโอคุณภาพสูง การอัปโหลดข้อมูล คาดว่าจะเติบโตขึ้น 10-15% ในปีนี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: AIS กางโร้ดแมป Virtual Bank ธงนำโทรคมนาคมยุคหลังเอไอ