จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลถึงความผันผวนในตลาดพลังงาน กลายเป็นผลกระทบต่อทั้งเสถียรภาพของพลังงานและเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์พลังงานให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันวิจัยพลังงาน สถาบันวิจัยสังคม สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สถาบันวิจัยทรัพยากรทางนํ้า และสถาบันการขนส่ง จัดงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” เพื่อให้คำตอบและเสนอทางออกด้านการรับมือกับความผันผวนของพลังงานของโลกที่ส่งผลกระทบต่อพลังงานของประเทศไทย
ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ 95 วัน ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานต่อเนื่อง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ออกมาตรการรองรับ 2 ประเด็นหลักคือ ระงับการส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเจ็ต และ LPG ยกเว้นประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และเมียนมาที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าและแก๊ส
รวมทั้งสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ภายในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะทำให้เรามีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 7 วัน รวมเป็น 100 วันเศษ ในส่วนของราคาน้ำมันนั้นได้สั่งให้ตรึงราคาไว้ 15 วัน โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินฉากทัศน์ต่าง ๆ ต่อไป
ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ภารกิจหลักและงานวิจัยที่สถาบันให้ความสำคัญมาอย่างยาวนานคือเรื่องนโยบายพลังงาน โดยสถาบันมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระทรวงพลังงานเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของประเทศ
กระบวนการทำงานวิจัยของสถาบัน เน้นการทำ Scenario Analysis หรือการวิเคราะห์ฉากทัศน์ เพื่อประเมินโอกาสและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ข้อมูลจากการวิเคราะห์เหล่านี้จะถูกนำเสนอในเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปพิจารณาและใช้เป็นข้อเสนอแนะในการตัดสินใจบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤต
ในงานมีการเสวนาหัวข้อ “ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย” โดย ดร.เรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจําสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ ผู้อํานวยการศูนย์ Social Innovation สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ดร.อรณิชา อนุชิตชาญชัย นักวิจัยชํานาญการ สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ และคุณแทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชํานาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน
ดร.เรืองศักดิ์กล่าวว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ทวีความรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐ เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมาก
“สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ความผันผวนอาจทำให้เกิดภาวะต้นทุนพลังงานซ้อนทับ กระทบค่าไฟ ภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไทยโดยรวม”
ขณะที่ ดร.บวรกล่าวว่า วิกฤตพลังงานกระทบแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนการทำงาน เช่น แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ และไรเดอร์ รวมถึงผู้ค้าหาบเร่แผงลอยและร้านอาหารขนาดเล็กที่ต้องใช้ก๊าซหุงต้มในการผลิต แรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเมืองและความมั่นคงทางอาหาร จึงควรเปิดให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย พร้อมสนับสนุนพลังงานทางเลือกและขยายระบบคุ้มครองทางสังคม
ดร.อรณิชากล่าวว่า ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันประมาณสองในสามของความต้องการใช้ในประเทศ โดยภาคการขนส่งใช้น้ำมันมากกว่า 80% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งประเทศ ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง การขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนอย่างรวดเร็ว
“สถานการณ์นี้สะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องปรับตัวเพื่อลดความเปราะบางของภาคการขนส่งต่อความผันผวนด้านพลังงานในระยะยาว” ดร.อรณิชากล่าว
ด้าน นางสาวแทนวรรณกล่าวว่า กระทรวงพลังงานใช้ศูนย์ Energy ICS บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน และเคยมีประสบการณ์จากการบริหารวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซียยูเครนเมื่อปี 2565 ในสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้จึงมีมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณน้ำมันและเตรียมแผนเพื่อลดผลกระทบด้านราคาน้ำมันโดยประกาศอย่างรวดเร็ว ติดตามสถานการณ์ราคาในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และระบบเศรษฐกิจของไทยให้น้อยที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับ: วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน ?
