วิกฤตความเชื่อมั่นน้ำมันแพงพ่นพิษ! ประชาชนแห่หิ้วแกลลอนต่อคิววุ่น หลังมาตรการตรึงราคา 15 วันจ่อสิ้นสุด ด้าน “รสนา โตสิตระกูล” ชี้ช่องรัฐแก้เกมจิตวิทยามวลชน สั่ง ปตท. งัดสต็อกเก่าคุมราคา พร้อมเสนอโมเดลลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 1 สตางค์ เลียนแบบยุคปี ’56 สกัดดีเซลพุ่งทุบเศรษฐกิจ
กรณีรัฐบาลประกาศ ตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทำให้เกิดบรรยากาศตื่นตระหนกในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากพากันนำแกลลอนและถังน้ำมันไปต่อคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการ เพราะกังวลว่าหลังพ้นมาตรการตรึงราคาแล้ว ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันมีรายงานว่า สถานีบริการน้ำมันบางแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เขียนป้าย “น้ำมันหมด” หรือจำกัดการเติม ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันในระยะสั้น
สภาผู้บริโภคเสนอรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน พร้อมใช้มาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริกรสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใกล้เวลาครบกำหนด ทำให้ผู้ค้าน้ำมันและประชาชนต่างเข้าใจว่าหลังหมดมาตรการตรึงราคา ราคาน้ำมันจะต้องปรับขึ้น เพียงแต่ยังไม่รู้ราคาที่แน่ชัด จึงเกิดพฤติกรรมกักตุน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่ชะลอการขายหรือปิดปั๊ม เพื่อรอขายในช่วงที่ราคาปรับขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากรีบนำแกลลอนและถังมาเข้าแถวหน้าปั๊มน้ำมัน เพราะไม่มั่นใจว่าราคาน้ำมันในวันถัดไปจะปรับขึ้นมากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม นางสาวรสนา ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญภาวะน้ำมันขาดแคลน เนื่องจากรัฐบาลเองเคยยืนยันว่าประเทศมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 90 วัน และยังมีน้ำมันสต็อกเก่าอย่างน้อย 60 วัน ซึ่งไม่ควรปรับขึ้นราคาตามราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน
นางสาวรสนา กล่าวว่า การปล่อยให้เกิดการอั้นน้ำมันหรือปิดปั๊ม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด อาจทำให้เกิดความโกลาหลและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การขนส่งสินค้าอาจสะดุด สินค้าเกษตรเสี่ยงเสียหาย เกษตรกรอาจไม่มีน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำหรือรถเกี่ยวข้าวนาปรัง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน
“รัฐบาลควรเข้าใจจิตวิทยามวลชนและเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยสถานการณ์ให้ดำเนินไปเอง ราวกับประเทศไม่มีรัฐบาล” นางสาวรสนากล่าว
สำหรับมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตราคาน้ำมัน ที่รัฐบาลควรทำคือการกำกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ไม่ให้ปรับราคาน้ำมันที่เป็น “สต็อกเก่า”
หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันที รัฐบาลควรประกาศ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเท่ากับราคาที่จะปรับขึ้น เพื่อป้องกันการกักตุนและสกัดไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้าปั๊ม
“ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร รัฐบาลสามารถทยอยลดภาษีดังกล่าวลงเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย” นางสาวรสนาย้ำพร้อมยกตัวอย่าง ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2556 สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลเคยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.99 บาทต่อลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง ลิตรละ 1 สตางค์ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้
นอกจากนี้ รัฐบาลควรกำกับบริษัท ปตท. ซึ่งมีหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน 4 จาก 6 โรงกลั่นในประเทศ ให้ร่วมมือในการกระจายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน ทั้งในเรื่องความกลัวน้ำมันขาดแคลน และความกังวลว่าราคาจะสูงจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้
“หากรัฐบาลดำเนินมาตรการเช่นนี้ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนก่อน ตามที่มักกล่าวว่า ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ และต้องได้รับการดูแลก่อน” นางสาวรสนากล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปั๊มตจว.แห่ปิดป้าย “น้ำมันหมด” ผวาเลิกตรึงราคา 17 มี.ค. สภาผู้บริโภคจี้รัฐหั่นภาษีดีเซลสกัดกักตุน
