กองทุนแบกดีเซลเกิน 20 บาท/ลิตร รองนายกฯชี้เล็งกู้เงินลอตแรก 4 หมื่นล้านอุ้มกองทุน ให้ทำใจราคาน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น แต่ทยอยปรับครั้งละไม่ถึง 1 บาท/ลิตร อั้นดีเซลไม่เกิน 33 บาท รมว.พลังงานเผยน้ำมันหมดปั๊มเพราะแห่เติมมากผิดปกติ KKP ชี้สินค้าโดมิโนขึ้นราคา ธุรกิจอสังหายักษ์ใหญ่ตั้งรับ อั้นราคาบ้านได้เต็มที่ 6 เดือน พาณิชย์ถกเข้มคุมราคาสินค้า ภาคการเงินเชื่อหากน้ำมันแพงยืดเยื้อ GDP ไทยอาจโตแค่ 0.7% เงินเฟ้อพุ่ง 2% ส่วนราคาเหล็ก-ปุ๋ยทยอยปรับขึ้นแล้ว
ความคืบหน้าสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม กระทรวงพลังงานแจ้งว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ออกประกาศอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยชดเชยน้ำมันดีเซล ที่ 20.36 บาท/ลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ชดเชยที่ 9.73 บาท/ลิตร ส่วน E20 ชดเชย 11.06 บาท/ลิตรขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ติดลบอยู่ที่ 12,605 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงราคาน้ำมันดีเซล ภายหลังครบกำหนดการตรึงราคา 15 วัน ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า บอกได้ว่าวันที่ 18 มีนาคม จะขยับราคาทั้งเบนซินและดีเซล แต่ยืนยันว่าจะขยับเพียงหลักสตางค์ไม่ถึงบาท โดยจะอั้นราคาดีเซลไว้ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร
ส่วนของกองทุนน้ำมันฯขณะนี้ติดลบอยู่ที่กว่า 12,000 ล้านบาท และหารือกันว่ากองทุนน้ำมันฯจะติดลบกว่า 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องหาวิธีการแก้ไข ซึ่งตอนนี้ต้องรอให้รัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงการคลังถึงจะเซ็นค้ำประกันได้ เพราะการกู้เงินขณะนี้เท่าที่พูดคุยธนาคารกรุงไทยกับธนาคารออมสิน น่าจะสามารถกู้ได้ประมาณ4 หมื่นกว่าล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากมากกว่านั้นต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน แต่หากรัฐบาลใหม่มาไม่ทัน รัฐบาลรักษาการขณะนี้ต้องทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยกเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงการพิจารณาแนวทางตรึงราคาน้ำมันต่อไปหรือไม่ว่า จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมถึงการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯเข้ามาช่วยอุดหนุน ส่วนจะตรึงไปอีกกี่วันและเรื่องอื่นต้องหารือในที่ประชุมก่อน
กระทรวงพลังงานเชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน หารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ขอย้ำว่าปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในประเทศยังมีเพียงพอถึง 100 วัน และยังดูน้ำมันจากแหล่งอื่น ทั้งจากอเมริกา แอฟริกา
ส่วนปัญหาที่เกิดน้ำมันขาดแคลนบางช่วงเวลา เกิดมาจากการขนส่ง ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมและเรื่องของความปลอดภัย รถที่ใช้ขนส่งต้องมีลักษณะเฉพาะ แต่เมื่อประชาชนแตกตื่นไปเติมน้ำมันส่งผลให้ยอดขายเพิ่ม 2 เท่า ทำให้เกิดปัญหาจัดส่งน้ำมันไม่ทัน ในเรื่องนี้โรงกลั่นให้ความร่วมมือเดินเครื่อง 100 เปอร์เซ็นต์ หากทำได้มากกว่านั้นก็ขอความร่วมมือให้ทำเพิ่ม ส่วนผู้ค้าน้ำมันให้เปิดเดินงานกระจายน้ำมัน 24 ชั่วโมง ไปยังสถานีบริการเป็นเวลา 7 วัน
สำหรับปัญหาเรื่องรถขนส่งที่ติดขัดเรื่องการจำกัดเวลาวิ่งรถ กระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ผู้ว่าฯ กทม. ผ่อนปรนเฉพาะรถบรรทุกน้ำมัน เรื่องช่วงเวลาในการวิ่งในบางพื้นที่ ไปเติมน้ำมันจากคลัง เพื่อสามารถกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
เมื่อถามว่า เงินกองทุนน้ำมันฯจะสามารถใช้อุดหนุนได้นานแค่ไหน รมว.พลังงานกล่าวว่า ยังใช้ตัวเลขเดิมที่เคยติดลบกว่าแสนล้าน และเงินในกองทุนอยู่ในแดนลบแต่ยังไม่ถึงแสนล้านบาท โดยจะหารือในที่ประชุม ศบก.ว่าจะตรึงราคาอย่างไร ย้ำว่าจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯช่วยบริหารจัดการได้อยู่
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 6 แห่ง กำลังผลิตวันละอยู่ที่ 175 ล้านลิตร ซึ่งในแต่ละวันจะมีการนำน้ำมันดิบ 175 ล้านลิตร กลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้น้ำมันเบนซินประมาณ 32-33 ล้านลิตรต่อวัน เป็นน้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตรต่อวัน เป็นน้ำมันเครื่องบินประมาณ 25 ล้านลิตร เป็นน้ำมันเตา 13 ล้านลิตร และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี ประมาณ 6-7 ล้านกิโลกรัม
“ยอมรับว่าบางช่วงบางวันที่ผ่านมาที่สถานีบริการน้ำมันมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซล 90-120 ล้านลิตร เกินกว่ากำลังการผลิต แสดงให้เห็นว่าเกิดความตื่นตระหนก ดังนั้นหากเรากลับสู่ภาวะปกติที่ประเทศไทยจะใช้ดีเซลไม่เกินวันละ 70 ล้านลิตร ทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติและมีกำลังการกลั่นที่เพียงพอ”
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลราคาสินค้าว่า ถ้าจะขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ต้องดูความถูกต้อง ซึ่งมีมาตรการที่ทำร่วมกัน เช่น กระทรวงมหาดไทย รวมถึงพาณิชย์จังหวัด พลังงานจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องลงพื้นที่ไปดูแล หากมีสินค้าควบคุมที่มีการขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดจะต้องมีมาตรการที่ต้องไปดูแล สามารถชี้เป้าได้เลยผ่านสายด่วนพาณิชย์ 1569
ปัจจุบันสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ 59 ประเภท เช่น สินค้าบริโภค บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม ขณะที่สินค้า เช่น ราคาน้ำมัน ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่ผู้กำหนดราคา แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน แต่ขณะนี้ราคาพลังงานยังไม่ได้ขึ้น แต่อาจเป็นการตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน ต้องไปดูแลในเรื่องนี้
มุมเรื่องการดูแลหากมีการขยับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และทั่วโลกกำลังเป็นเช่นนั้น ต้องไปพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในการปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะต้องมีตามมา ผู้ประกอบการและประชาชนต้องอยู่ได้ ต้องเดินร่วมกันไปทั้งระบบ การกดราคาผู้ประกอบการมากเกินไปจนเขาอยู่ไม่ได้ จะส่งผลเรื่องการจ้างงาน ดังนั้นมาตรการต้องดูแลควบคุมทั้งระบบ
นางศุภจีกล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับผู้ประกอบการให้ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงสต๊อกสินค้าที่ขาดไป โดยเฉพาะเรื่องของบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยกันหาแหล่ง เพราะปัจจุบันแหล่งซื้อเม็ดพลาสติกอยู่ที่ตะวันออกกลาง ได้มีการขอให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับทางอิหร่าน เพื่อเปิดให้เรือสินค้าไทยนำสินค้าออกมา ซึ่งไม่ใช่สินค้าที่เป็นอันตราย แต่เป็นสินค้าที่ต้องซื้ออยู่แล้ว แต่ขณะนี้ทางอิหร่านยังไม่ได้ให้คำตอบมา
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เหล็กจำเป็นที่ต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณ 5-7% และเริ่มขยับราคาไปแล้ว เนื่องจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งที่สูงขึ้น ดังนั้นเราจะซื้อเหล็กเส้นในราคาที่ประมาณ 19.25 บาท/กก. จากเดิมราคาอยู่ที่ 18 บาท/กก. ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนภาคการก่อสร้าง
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนและธุรกิจภายใต้ SSI Operating Company กล่าวว่า จากการรายงานของผู้ค้าน้ำมันเตาส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าแน่นอน
แต่เนื่องด้วยเหล็กเป็นสินค้าควบคุมภายใต้กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ การจะขึ้นราคาต้องเสนอโครงสร้างต้นทุน แต่ทั้งนี้ เอกชนก็ยังอยู่ระดับโครงสร้างเดิมอยู่ เพราะราคาน้ำมันเตายังไม่ขึ้น แต่จากนี้ก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
“ผู้ผลิตเหล็กจะเจรจาเรื่องราคาพลังงานและซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ซึ่งเป็นราคาของเดือนเมษายน ซึ่งน่าจะทราบผลภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้”
ดังนั้นภาคเอกชนมองว่าหากจำเป็นจะต้องปรับราคาพลังงาน ต้องการให้ทยอยขึ้นราคาเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมบริหารต้นทุนการผลิตได้ รวมถึงการดูแลเรื่องของภาคขนส่ง เพราะต้องยอมรับว่าในระยะสั้น เรื่องของต้นทุนภาคขนส่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในตอนนี้
นายธรรมรัฐ พิทักษ์สันติสุข กรรมการผู้จัดการ หจก.ชัยพฤกษ์ อโกรเทค อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า ตอนนี้จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาปุ๋ย เพราะจ้างรถไปรับปุ๋ยที่โรงงาน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยขึ้นในอัตรา 380-400 บาท/ตัน รอคิวนาน 3 วัน ทำให้ต้องเสียค่ารถและคนขับคืนละ 1,000 บาท ถ้าสงครามยืดเยื้อ ขนส่งไม่ได้ บางบริษัทอาจลดกำลังผลิตและจำกัดลดโควตาร้านจำหน่าย
นายวิสุทธิ์ นพพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จันทบุรีคลังเกษตร จ.จันทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ซื้อปุ๋ยกักตุนสูตร 46-0-0 ที่เร่งการเติบโต ทำให้ปรับราคาขึ้นจากกระสอบละ 840 บาท เป็น 900-1,000 บาท ตอนนี้ทางร้านชะลอการสั่งซื้อสินค้าลอตใหม่ เพราะราคามีความผันผวน หากสถานการณ์สู้รบยาวอาจต้องสั่งปุ๋ยจากจีน รัสเซีย และอื่น ๆ ทดแทน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาตะวันออกกลางเข้าร่วมหารือ โดยเฉพาะประเด็นราคาน้ำมันที่มีผลต่อราคาวัตถุดิบ เม็ดพลาสติก ที่จะมีผลต่อต้นทุนในการผลิตสินค้าและการส่งออก คิดเป็นสัดส่วน 10-50% ของต้นทุนสินค้า
ปัจจุบันจากการรายงานของผู้ประกอบการเม็ดพลาสติก ประเมินว่าสต๊อกเดิมจำหน่ายได้ประมาณ 15-20 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ได้สต๊อกสินค้าไว้เยอะ แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า ต้องยอมรับว่าแนวโน้มราคาจะสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนสรุปข้อเสนอเบื้องต้นต่อที่ประชุมให้กับรัฐบาลในการดำเนินการต่อไป เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคเอกชน อาทิ ผ่อนปรนภาษีนำเข้าวัตถุดิบสำคัญชั่วคราว ที่จะเสียภาษีเฉลี่ยอัตรา 3-5% เพื่อให้มีการนำเข้าจากแหล่งใหม่ ๆ ขอให้รัฐช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนท่าเรือขนส่งสินค้า ขอให้ควบคุมราคาขนส่งทั้งกระบวนการ ที่จะมีต้นทุนสูงขึ้นทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องการส่งออก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น
KKP Research ประเมินว่า ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค โดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนคนป่วยเอเชียที่ป่วยหลายโรค ต้องรักษาทุกโรคไปพร้อมกัน สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องจัดการทั้งปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามว่าจะเดินหน้าอย่างไรในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ส่วนระยะยาวคือการปรับโครงสร้างของประเทศ การจัดการคอร์รัปชั่น หน่วยงานข้าราชการจะผลักดันประเทศต่อไปอย่างไร ต้องมีการวางแผน 3-5 ปีข้างหน้า ยังไม่รู้ว่าประเทศไทยจะหายป่วยเมื่อใด แต่ยังมีความหวังว่าจะดีขึ้นสักวัน
ผลกระทบด้านสงครามตะวันออกกลาง คาดว่าราคาสินค้าจำเป็นน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นอันดับแรก เช่น น้ำมัน ปุ๋ย ส่วนราคาบ้านอาจจะยื้อไว้ได้ 6-12 เดือน เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสินค้าคงค้างในสต๊อก สามารถล็อกราคาสินค้าอย่างน้อย 6 เดือน โดยสินค้าส่วนใหญ่ปีนี้ได้ล็อกราคาวัสดุไว้หมดแล้ว แต่ยังมีบางตัวที่ล็อกไม่ได้ เช่น เหล็ก ที่ล็อกราคาได้ประมาณ 3 เดือน หากมีการขึ้นราคาก็คงต้องซื้อแพง และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาบ้าน
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นในขณะนี้นั้น เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นความพยายามกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร เนื่องระยะเวลายังสั้นเกินกว่าจะเกิดผลกระทบ และไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูงมากอยู่แล้ว ควรสามารถตรึงราคาได้อีกระยะหนึ่ง
อยากให้รัฐ-กระทรวงพาณิชย์เร่งกวดขันตรวจสอบและเปิดเผยสต๊อกสินค้าของซัพพลายเออร์ ให้สาธารณชนทราบเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งจะช่วยตรึงราคาสินค้าต่าง ๆ ไว้ก่อน เพราะผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก เช่น ร้านข้าวแกง สตรีตฟู้ด ซึ่งสายป่านสั้น เข้าถึงแหล่งทุนยาก จะได้รับผลกระทบจนต้องขึ้นราคา กระทบต่อเนื่องไปยังผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาร้านเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน
“การตรึงค่าครองชีพเอาไว้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับในช่วงที่ผู้คนหารายได้เพิ่มได้ยากนี้ ขณะเดียวกันอยากให้รัฐบาลต่อยอดครัวไทยสู่ครัวโลก และความมั่นคงทางอาหาร สร้างดีลส่งออกอาหารไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ตามแนวคิดของนางศุภจี รมว.พาณิชย์ ที่ระบุว่าขณะนี้หลายประเทศในตะวันออกกลาง ต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอาหารและอาหารแปรรูป
อ่านข่าวต้นฉบับ: รัฐกู้อุ้มราคาน้ำมัน 4 หมื่นล้าน เพิ่มเพดานดีเซล 33 บาท/ลิตร อสังหาอั้นราคาบ้าน 6 เดือน