คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้พบกับแม่ลูกคู่หนึ่ง และได้ยื่นขนมหวานให้เจ้าตัวน้อย เด็กชายยื่นมือมารับอย่างเขิน ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทันใดนั้นแม่ของเขารีบบอกให้ลูกหันกลับมาและกล่าวคำขอบคุณ ผมรีบโบกมือบอกว่า “ไม่ต้องหรอกครับ” แต่เธอมองมาที่ผมด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ได้ค่ะ” จากนั้นเธอก้มลงถามลูกว่า “ลูกดีใจไหมที่ได้ขนมจากคุณลุง” เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นลูกควรพูดขอบคุณนะคะ” เด็กน้อยเหมือนจะเข้าใจ เขาเงยหน้ามองผมก่อนกล่าวคำว่า “ขอบคุณครับ” ผมยิ้มและตอบกลับว่า “น่ารักมากครับ” ก่อนจะมองตามเขาเดินจากไป พร้อมท่าทางเขินอายเล็ก ๆ ของเด็กชายที่ยกไหล่และก้าวเท้าเร็วขึ้น
เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้ทำให้ผมหวนคิดถึงช่วงเวลาที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่มักมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนสตรีพัทลุง โรงเรียนประจำจังหวัดที่แม่รักและผูกพันอย่างมาก ทุกปีแม่จะได้รับจดหมายจากเด็กนักเรียนที่ได้รับทุน จดหมายเหล่านั้นเขียนด้วยลายมือที่บรรจงเขียน บอกเล่าเรื่องราวการเรียนและชีวิตของพวกเขา เช่น
“ขอกราบขอบพระคุณสำหรับทุนการศึกษาที่ให้กับหนูมาทุกปี ตอนนี้หนูเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 แล้ว และตั้งใจจะเรียนให้จบมัธยมปลายเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะได้มีโอกาสช่วยหาเงิน เลี้ยงดูครอบครัว…” ทุกครั้งที่อ่านจบ ผมมักจะเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้าของแม่เสมอ
คำว่า “ขอโทษ” และ “ขอบคุณ” เป็นเพียงสองคำสั้น ๆ ที่มีเพียงสองพยางค์ แต่หลายครั้งกลับต้องใช้ความกล้าและความตั้งใจไม่น้อยกว่าจะเอ่ยออกมาได้ เรามักมองข้ามพลังของมัน โดยเฉพาะคำว่า “ขอบคุณ” ทั้งนี้ ชิออน คาบาซาวะ และ มาซาทากะ ทาชิโระ ได้กล่าวถึงพลังของคำขอบคุณไว้ในหนังสือ “ดึงดูดความสุขตลอดชีวิตด้วยพีระมิดแห่งการขอบคุณ” โดยอธิบายว่า การมีน้ำใจและการรู้จักขอบคุณช่วยให้คนเราทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพจิตแจ่มใสขึ้น นอนหลับดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น และที่สำคัญคือทำให้มีความสุขมากขึ้น
ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “อาริกาโตะ” หรือ “ขอบคุณ” มีรากศัพท์จากคำที่หมายถึง “สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก” หรือ “สิ่งที่มีได้ยาก” สะท้อนแนวคิดว่า การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง จึงควรรู้สึกขอบคุณต่อการมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนยังแบ่งการขอบคุณออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือ การขอบคุณต่อน้ำใจไมตรี เป็นการขอบคุณเมื่อมีใครสักคนทำสิ่งดี ๆ ให้กับเรา ระดับที่สองคือ การขอบคุณต่อชีวิตประจำวัน เป็นการขอบคุณสิ่งธรรมดา ๆ ที่เรามักมองข้าม และระดับสูงสุดคือ การขอบคุณต่อความทุกข์ยาก คือการที่เราสามารถกล่าวคำขอบคุณได้ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น
การขอบคุณระดับแรกเป็นสิ่งที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ หรือมอบสิ่งดี ๆ ให้กับเรา อย่างไรก็ตาม คำขอบคุณที่แท้จริงควรออกมาจากความรู้สึกภายใน ไม่ใช่เพียงคำพูดที่หลุดออกมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งในยุคนี้เวลาผมโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการต่าง ๆ ที่ใช้เสียง AI แทนมนุษย์ พอจบบทสนทนา AI มักกล่าวคำขอบคุณตามโปรแกรมก่อนจะวางสายทันที ทำให้ผมไม่มีโอกาสกล่าวขอบคุณกลับ และรู้สึกตั้งตัวไม่ทันอยู่เหมือนกัน
หากต้องการเพิ่มพลังของการขอบคุณให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องก้าวไปสู่ระดับต่อไป นั่นคือการขอบคุณต่อชีวิตประจำวัน แม้จะไม่มีใครทำอะไรให้เราโดยตรง แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณที่เกิดขึ้นจากภายในใจของเราเอง เช่น การตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ยังสามารถขยับร่างกายได้ หายใจได้ มีบ้านให้อาศัย มีน้ำสะอาดให้ดื่ม มีงานให้ทำ และมีเพื่อน ๆ อยู่รายรอบ เมื่อเริ่มมองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความโชคดีของชีวิต แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาเพียงใดก็ตาม
แต่หากสามารถยกระดับไปสู่ขั้นสูงสุด คือการขอบคุณต่อความทุกข์ยาก และสามารถกล่าวคำขอบคุณได้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ก็นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขอบคุณอย่างแท้จริง
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ของชาวอเมริกัน ซึ่งมีรากฐานมาจากชาวอังกฤษรุ่นบุกเบิกที่เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ พวกเขาต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันโหดร้าย ความอดอยาก และโรคภัย จนสูญเสียผู้คนไปมากกว่าครึ่ง แต่แทนที่จะจมอยู่กับความเศร้าโศก พวกเขากลับเลือกที่จะขอบคุณสำหรับชีวิตที่ยังเหลืออยู่ และขอบคุณสำหรับอาหารเพียงเล็กน้อยที่มี พร้อมแบ่งปันให้กับชนพื้นเมืองอินเดียนแดง แม้ในเวลานั้นจะถือเป็นศัตรูกันก็ตาม นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ทางการเมืองหรือการต่อสู้ แต่เป็นการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสิ่งที่พวกเขาได้รับ
ตอนท้ายของหนังสือได้กล่าวไว้ว่า “แม้ธุรกิจ ความสัมพันธ์ สุขภาพ และชีวิต จะเต็มไปด้วยเรื่องให้กังวลใจมากมาย แต่หากเราฝึกใช้กลไกสมองแห่งการขอบคุณ จะช่วยคลี่คลายปัญหาทั้งหมดได้ และไม่ใช่เรื่องเกินเลยสักนิด” แต่ถึงกระนั้น คำว่า “ขอบคุณ” ก็ยังคงมีพลังพอที่จะเปลี่ยนมุมมองของเราให้มองโลกได้เบาขึ้นและงดงามขึ้น
ไม่ทราบว่าวันนี้เราได้กล่าวคำขอบคุณคนรอบข้างที่มอบสิ่งดี ๆ ให้กับเรา รวมทั้งได้ขอบคุณตัวเราเองที่พยายามฝ่าฟันชีวิตมาจนถึงวันนี้หรือยังครับ ?
อ่านข่าวต้นฉบับ: พลังของการ ‘ขอบคุณ’