อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปไทยเผชิญมรสุมหนัก หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตทะเลแดงยืดเยื้อ เผยต้นทุนโลจิสติกส์-บรรจุภัณฑ์พุ่งกระฉูด เตรียมปรับราคาสินค้าขึ้น 10-20% จี้รัฐออกมาตรการภาษีช่วยพยุงปีกผู้ประกอบการ
นายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบชัดเจนใน 3 ด้านหลัก คือ โลจิสติกส์ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะระบบขนส่งที่หยุดชะงักทันทีในช่วง 2 สัปดาห์แรก จนผู้ประกอบการต้องหนีไปใช้เส้นทางอ้อมแอฟริกา ซึ่งใช้เวลานานกว่า 50 วัน ส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยดีดตัวสูงขึ้นถึง 6–7 เท่า
นอกจากนี้ ในฝั่งเอเชียเองยังได้รับผลกระทบจากค่า Bunker surcharge ที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 100–150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ ตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยต้นทุนขนส่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว และบางเส้นทางไม่สามารถส่งสินค้าได้เลย
นอกจากนี้ ปัญหาที่ตามมาติดๆ คือการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง “เม็ดพลาสติก” และสารทำละลายสำหรับการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่มีราคาพุ่งสูงขึ้น 3–7 เท่า เนื่องจากอิงกับราคาน้ำมันดิบและแนฟธาที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุน Packaging โดยรวมจ่อปรับเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20–30% ทั้งนี้อาจต้องเริ่มมองหาซัพพลายแหล่งใหม่โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกจากประเทศจีนเข้ามาทดแทนวัตถุดิบที่กำลังจะขาดแคลนและแพงขึ้นในเร็วๆนี้
“ผู้ผลิตแบกรับต้นทุนไม่ไหวแล้ว เริ่มส่งสัญญาณไปยังลูกค้าเพื่อขอปรับราคาสินค้าขึ้น 10-20% เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ กล่าวต่อว่า จากการประชุมติดตามสถานการณ์ล่าสุดของสมาคมฯ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พบประเด็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลคือ 1.ด้านพลังงาน โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะ 45–50 บาทต่อลิตร ขณะที่ซัพพลายก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางเริ่มมีความเสี่ยง 2.ด้านการเงิน โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับ 32.30–33.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (และอาจอ่อนค่าถึง 35 บาทหากน้ำมันแตะ 200 ดอลลาร์ฯ) 3.ด้านตลาดทุน หากราคาน้ำมันโลกทะลุ 120 ดอลลาร์ฯ อาจเห็นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงฉุดตลาดหุ้นร่วง 15–20%
อย่างไรก็ตาม นายองอาจมองว่าอุตสาหกรรมอาหารยังเป็น “ปัจจัยสี่” ที่โลกต้องการเสมอ จึงเสนอแนะแนวทางรับมือ 3 ระยะ กล่าวคือ 1.หาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งในขณะนี้การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางหยุดชะงักทั้งหมดและยังคงมีความเสี่ยงสูง โดยหันไปเจาะกลุ่มอินโด-อินเดีย (อินเดีย, อินโดนีเซีย) แทน 2.ปรับโครงสร้างต้นทุน เร่งเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า 2 บาทต่อหน่วย 3.บทบาทภาครัฐ เสนอให้รัฐพิจารณามาตรการภาษี เช่น การนำค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์มาหักภาษีได้เพิ่มเติม เพื่อบรรเทาภาระผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยเสนอให้ประเทศไทยปรับแนวทางการบริหารเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งการกระจายตลาดและการลดการพึ่งพิงเงินตราสกุลเดียว
โดยภาพรวมผลกระทบจากพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบ กำลังสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายระดับ และมีแนวโน้มต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
อ่านข่าวต้นฉบับ: อาหารสำเร็จรูปไทยอ่วม ต้นทุนพุ่ง-จ่อขยับราคา 20%