ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสงครามอิหร่านยืดเยื้อเกิน 3 เดือน น้ำมันพุ่งเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดจีดีพีไทยเหลือ 1.2% จากเดิม 1.9% เกิดภาวะ “Recession” คาดกระทบ Real Sector ไตรมาส 2/69 มองค่าเงินบาทผันผวนสูง 9% โอกาสบาทอ่อนแตะ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ ธนาคารกลางทั่วโลกเปลี่ยนคงดอกเบี้ย
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น แม้ว่าอิหร่านจะผลิตน้ำมันเพียง 4% แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สินค้าในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถขนส่งได้ ระบบขนส่ง Shipping ถูกดิสรัปต์ จากเดิมที่มีเรือวิ่งผ่านช่องแคบดังกล่าว 130 เที่ยวต่อวัน เหลือเพียงเรือ 3 สัญชาติที่วิ่งได้ คือ อินเดีย จีน และตุรกี โดยเฉพาะน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั่วโลกที่มีการใช้ถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกดิสรัปต์
ขณะที่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น 13% โดยปุ๋ย 1 ใน 3 ผลิตในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบกลุ่มประเทศในเอเชีย และแอฟริกาที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หากย้อนไปช่วง 3 ปีก่อนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศศรีลังกาที่เกิดภาวะอดยาก ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เพราะปุ๋ยราคาแพงในช่วงสงครามรัสเซียและยูเครน
สำหรับผลกระทบต่อตลาดการเงินจะเห็นว่าวันนี้ (19 มี.ค. 69) ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยประเทศไหนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ค่าเงินจะมีผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งไทยมีการนำเข้าน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล ส่งผลขาดุลบัญชีเดินสะพัดราว 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งกดดันให้บาทอ่อนค่า
ขณะที่ทิศทางการปรับดอกเบี้ยจะเห็นว่าธนาคารกลางในหลายประเทศจากเดิมจะปรับลดดอกเบี้ยลง จะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากเดิมคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ แต่ปัจจุบันคาดว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยถึงกลางปี 2569
ดังนั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง จะเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าเรื่อย ๆ โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ 2-3 เดือน คาดว่าเงินบาทจะไปอยู่ที่ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ แต่คาดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกิด 2-3 เดือน เนื่องจากน้ำมันในโลกมีค่อนข้าวเยอะ แต่ไม่สามารถออกมาได้ชั่วคราว
“สมมติฐานผลกระทบต่อจีดีพี หากสถานการณ์จบเร็ว เราคาดว่าจะกระทบจีดีพีประมาณ 0.2% จาก 1.9% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.9% จากเดิม 0.4% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจีดีพีจะปรับลดลงมาเหลือ 1.2% และเงินเฟ้อไปแตะ 2.2% แต่ถ้าน้ำมันลากยาวเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกิน 3 เดือน เศรษฐกิจจะไม่โตเลย แปลว่าไตรมาสแรกอาจจะโต แต่ไตรมาสหลังอาจจะไม่โตเลย ซึ่งอาจเกิด Recession และเงินเฟ้อไปแตะ 3% แต่อันนี้ไม่ได้เป็น Based line ที่เรามองไว้“
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า หากดูค่าความผันผวนของค่าเงินบาทในปี 2568 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5-8% แต่หากดูนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบัน ค่าความผันผวนเฉลี่ยสูง 9% แม้ว่าการแกว่งจะไม่ได้กว้าง แต่ค่าเงินบาทสวิงแบบรายวัน และสวิงรายชั่วโมง
โดยปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่า 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YTD) ซึ่งอ่อนค่าเป็นอันดับ 2 รองจากเงินวอน-เกาหลี ทำให้ตลาดการเงินอื่น ๆ ได้รับผลระทบ และผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับขึ้น สะท้อนผ่านผลตอบพันธบัตรรัฐบาลปรับชันขึ้น ทำให้การกู้บอนด์ระยะ 5-10 ปี จะกู้แพงขึ้น
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง จะเริ่มเห็นผลกระทบต่อภาคธุรกิจจริง (Real Sector) ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุน แต่จะเห็นอัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันอยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อสัดส่วน 12% โดย 70% เป็นการบริโภค และใน 70% ประมาณ 60% มีการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะมีผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดราว 0.4-0.6%
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ ได้ประเมินผลกระทบ 3 สมมติฐาน โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลต่อเงินเฟ้อ 0.9-2.2% และผลต่อจีดีพี 0.2-0.7%
อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 4% กระทบจีดีพี 1.6% เหลือ 0.3% ส่งผลทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
“ประมาณการจีดีพี 1.9% มี Down Side Risk ที่จะโตต่ำกว่าประมาณการ ซึ่งขึ้นกับราคาน้ำมันและส่งผ่านมาที่เศรษฐกิจไทย เพราะเดิมคิดว่าการประทะกันมีผลจำกัด แต่เหตุการณ์ในวันที่ 28 ก.พ. 69 เป็นจุดเปลี่ยนเมื่อมีการสังหารผู้นำเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบเยอะมากจากพลังงาน การผลิต โดยเห็นเงินเฟ้อปรับรับความเสี่ยงก่อน”
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราว 20% ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราว 60% และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน
และเมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราว 8.1%
นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม
อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ 11.5% ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึง 38.3% ในปีก่อนหน้า
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูงได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง
อ่านข่าวต้นฉบับ: วิจัยกสิกรไทย ชี้สงครามอิหร่านยืดเยื้อเกิน 3 เดือน กดจีดีพีโต 1.2% บาทอ่อน 34-35 บาท
