ปลัดเกษตรฯ รับข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทบทวนและปรับหลักเกณฑ์นมโรงเรียน ปี 2569 ยึดความเป็นธรรม โปร่งใส
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับหนังสือข้อเรียกร้องจากตัวแทนภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย นำโดย นายนที โดดสูงเนิน นายกสมาคมโคนมก้าวหน้า พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ ตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และสมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป กว่า 1,000 คน
เข้ายื่นหนังสือคัดค้าน (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก (ร่าง) ประกาศดังกล่าว และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำมาปรับปรุงก่อนประกาศใช้จริงนั้น
ภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยเห็นว่า ร่างหลักเกณฑ์อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรสิทธิ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกร รวมถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมทั้งระบบ จึงเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยยึดหลักความเท่าเทียมในการเข้าถึงโครงการนมโรงเรียนของน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยทุกภาคส่วน โดยไม่แบ่งแยกประเภทผู้ประกอบการ และไม่ใช้ระบบโควตาที่อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้พิจารณาการจัดสรรสิทธิจากปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และช่วยรองรับปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินในระบบ ตลอดจนเรียกร้องให้การบริหารโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศเป็นสำคัญ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง โดยการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนครั้งนี้ เป็นการเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ออกมามีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบนมของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนมโรงเรียนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการดูแลทั้งด้านโภชนาการของเด็ก และการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
ทั้งนี้ ยืนยันว่าหลักการสำคัญของการจัดสรรสิทธิในโครงการนมโรงเรียน จะต้องยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงจะนำข้อเสนอความคิดเห็น และข้อห่วงใยของเครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับในครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของภาคการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรให้มากที่สุด พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานในปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ภายหลังการปิดรับฟังความคิดเห็น กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุง (ร่าง) หลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน จะเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด เพื่อบริหารจัดการน้ำนมดิบทั้งระบบ โดยเฉพาะการรองรับปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินนอกเหนือจากโครงการนมโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละกว่า 3,000 ตัน โดยในส่วนของนมโรงเรียนมีการใช้ประมาณ 800-900 ตันต่อวัน
“กระทรวงเกษตรฯได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมในเชิงพาณิชย์ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น เนย ชีส นมผง และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดและการกระจายสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาน้ำนมล้นตลาด และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่ารัฐจะเข้ามาดูแลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะเร่งรัดให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และเท่าเทียม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศในภาพรวม”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปลัดเกษตรฯ รับข้อเสนอผู้เลี้ยงโคนม ค้านร่างนมโรงเรียน รัฐเร่งปรับเกณฑ์ทั้งระบบ
