ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค แต่ยังคาดทิศทางฟันด์โฟลว์ไม่ได้ ด้าน AIMC แนะกระจายลงทุน เพิ่มน้ำหนักกลุ่มพลังงาน-อาหาร รับความเสี่ยงราคาน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมดัน ESG เป็นธีมหลัก คาดเห็นการจัดกลุ่ม-ให้คะแนนบริษัทจดทะเบียนภายใน 2-3 เดือน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในระดับที่น้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนถึงพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีความแข็งแกร่ง และมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงได้ในระดับหนึ่ง โดยนับตั้งแต่ต้นปีดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงปรับเพิ่มขึ้นราว 6-7% ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตในอันดับต้นๆ ของเอเชีย
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมือง ภายหลังสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนคาดหวังให้รัฐบาลมีความมั่นคง สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจและความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงมีความผันผวนและยากต่อการประเมินทิศทางอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้มีเงินทุนไหลเข้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ก่อนจะไหลออกไปราว 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน มีทั้งวันซื้อสุทธิและขายสุทธิ ปัจจัยกดดันคือความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อความเชื่อมั่น (sentiment) ของนักลงทุนในระยะข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ท่ามกลางความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับยืนยัน ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยยังอยู่ในระดับเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 100 วัน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในบางช่วงเป็นผลจากพฤติกรรมการเร่งกักตุนของผู้บริโภค ทำให้ระบบขนส่งและกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังสถานีบริการเกิดความไม่คล่องตัวชั่วคราว
นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า มุมมองต่อภาวะตลาดทุนไทย แม้ปัจจัยเสี่ยงทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจะกดดันบรรยากาศการลงทุน แต่โดยภาพรวมยังคงมุมมองใกล้เคียงเดิม โดยประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นจริงทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และเงินเฟ้อ (inflation) แต่ระดับความรุนแรงอาจไม่เลวร้ายเท่าที่เคยกังวลไว้ก่อนหน้า
ทั้งนี้ GDP มีโอกาสถูกปรับลดลงจากแรงกดดันภายนอก ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลต่อค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปี และกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงมาแล้วก่อนหน้า อาจไม่มีพื้นที่ให้ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลกับแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในด้านราคาน้ำมัน มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง โดยรอบนี้ความเสี่ยงเกิดจากเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ และมีความเป็นไปได้ที่ราคาพลังงานในประเทศต้องปรับขึ้นตามต้นทุนจริง ซึ่งจะส่งผลต่อภาคธุรกิจและกำลังซื้อ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน กระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน และลดน้ำหนักกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง เช่น การบินและการท่องเที่ยว ซึ่งอาจชะลอตัวจากต้นทุนค่าเดินทางที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ใช้พลังงานต่ำจะมีความได้เปรียบมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมองว่าธีมการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มโลก รวมถึงกลุ่มอาหาร (Food) ที่ได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหารในภาวะสงคราม โดยระบุว่าพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแนวคิด ESG อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกประเทศต้องเร่งลงทุน
นางชวินดา กล่าวว่า AIMC ได้ส่งหนังสือไปยังบริษัทจดทะเบียนกว่า 100 แห่ง เพื่อสอบถามแนวทางและนโยบายด้านการลดการปล่อยคาร์บอน (Zero Carbon) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบจากผู้บริหารของแต่ละบริษัท ซึ่งเพิ่งดำเนินการส่งหนังสือไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับบริษัทที่ยังไม่ตอบกลับ หรือมีการตอบสนองล่าช้า AIMC จะนำประเด็นดังกล่าวกลับมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางการประเมิน โดยจะมีการจัดกลุ่มบริษัทตามระดับความจริงจังในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กลุ่มที่มีแผนชัดเจน ไปจนถึงกลุ่มที่ยังไม่มีความคืบหน้า
หากบริษัทมีการตอบในลักษณะกำลังดำเนินการ อาจมีการสอบถามเพิ่มเติมถึงกรอบระยะเวลาและความคืบหน้า เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา โดยจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และให้โอกาสบริษัทในการชี้แจงหลายรอบก่อนสรุปผล คาดว่าภายใน 2-3 เดือน จะเริ่มเห็นความชัดเจนของการจัดกลุ่มและให้คะแนนบริษัทจดทะเบียนในประเด็น ESG ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน
“การตอบหรือไม่ตอบ รวมถึงเนื้อหาคำตอบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนระดับความมุ่งมั่นของแต่ละบริษัท หากไม่ตอบเลย ถือว่าไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งอาจถูกลดน้ำหนักการลงทุนอย่างชัดเจน” นางชวินดากล่าว
ตั้งแต่ต้นปี 2569 พบว่าเม็ดเงินลงทุนในกองทุน ESG ยังเติบโตและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในตราสารหนี้ ขณะที่ตราสารทุนมีแรงขายสุทธิจากกองทุน LTF และ RMF ที่ครบกำหนด ส่งผลให้ภาพรวมเป็นการไหลออกสุทธิบางส่วน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดทุนมีศักยภาพในการฟื้นตัวได้หากมีปัจจัยสนับสนุนที่เหมาะสม
ในด้านธรรมาภิบาล (CG) สถานการณ์ในปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เผชิญปัญหาค่อนข้างหนัก โดยปัจจุบันปัญหาหลักพบในบริษัทขนาดเล็ก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น และเริ่มให้ความสำคัญกับนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ทั้งในแง่ความโปร่งใสและการสื่อสาร
นางชวินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งด้านความผันผวนน้อยกว่าตลาดโลก เพราะถึงจะลงไปมากแต่ก็รีบาวด์ได้เร็ว และเสถียรภาพทางนโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นแพทเทิร์นการบริหารที่ชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น ทั้งนี้ มองว่าทิศทางตลาดทุนในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ โดยเฉพาะนโยบายภาครัฐ หากสามารถสร้างโมเมนตัมเชิงบวกได้ จะช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
“ในระยะต่อไป คาดว่าภาครัฐจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยเฉพาะนโยบายระยะยาวที่เอื้อต่อทั้งตลาดทุนและนักลงทุน ซึ่งจะเป็นลักษณะ win-win ต่อทุกฝ่าย และยิ่งดำเนินการได้เร็ว จะยิ่งช่วยพยุงตลาดได้เร็วขึ้น” นางชวินดากล่าว
ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ หากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน มองว่าไทยยังสามารถรับมือได้ แต่หากยาวนานกว่านั้น ต้องติดตามทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ-AIMC ชี้หุ้นไทยยังผันผวนน้อยกว่าภูมิภาค-รัฐบาลเสถียรภาพชัดขึ้น