กูรูเศรษฐศาสตร์เกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแนะรัฐบาลใช้ 100 วันแรกวางฐานราก National Agrifood Data Platform เปิด Dashboard เช็ก Demand-Supply แบบเรียลไทม์ หนุนใช้ Pre-Order Model นำการผลิต พร้อมอัดฉีดนวัตกรรมลดต้นทุนพลังงานผ่าน Agri-Solar Power และระบบขนส่งอัจฉริยะ ย้ำต้องเร่งสร้าง e-Traceability Blueprint รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมวิชาการครั้งที่ 64 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ได้มีการจัดเสวนาพิเศษทางวิชาการภายใต้หัวข้อ “Roadmap 100 วันแรก: นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้ทันทีหลังตั้งรัฐบาล”
โดยมี 4 วิทยากร ได้แก่ 1.น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี 2. นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร 3.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และ 4.รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดำเนินรายการโดย นางสาวกุลวรางค์ สุวรรณศรี นักวิจัยนโยบายอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
โดยสาระสำคัญของเวทีสะท้อนตรงกันว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการวางระบบการทำงานใหม่ของรัฐ ให้การบริหารภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันมากขึ้น ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ และตอบสนองต่อความเสี่ยงได้รวดเร็วกว่าเดิม
ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย ผลิตภาพต่ำ รายได้เปราะบาง หนี้ครัวเรือน ความผันผวนของพลังงานและปุ๋ย ความไม่แน่นอนของการค้าโลก มาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ของประเทศคู่ค้า ตลอดจนความเสี่ยงจากภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เวทีจึงเสนอให้รัฐบาลมอง “เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” เป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกเป็นนโยบายรายกระทรวงหรือรายโครงการ เพราะโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร การแข่งขันทางการค้า สุขภาพผู้บริโภค และการจัดการทรัพยากร ล้วนเชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่
น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง เสนอให้ใช้กรอบ “ระบบอาหารแห่งชาติ” เป็นฐานของการขับเคลื่อน โดยให้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติทำหน้าที่เป็นแกนกลางด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และการประสานงานข้ามหน่วยงาน พร้อมผลักดันให้เกิดการทำงานจริงในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านอาหารระดับจังหวัด ซึ่งควรมีฐานข้อมูลและสถิติด้านอาหารของตนเองอย่างครบถ้วน ทั้งข้อมูลการผลิต แหล่งผลิต ต้นทุน คุณภาพ ราคา ตลาด สถานะทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ ระบบเตือนภัย และมาตรการรับมือภาวะขาดแคลนอาหาร นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า 4 เรื่องสำคัญ คือ การผลิตด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดสรรทรัพยากรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่และมาตรฐานสากล และการบริหารทั้งระบบด้วยข้อมูลเชิงลึก
คุณชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ ชี้ให้เห็นว่าเกษตรไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง 5 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า สภาพอากาศแปรปรวน โรคและศัตรูพืช กระแสการเติบโตสีเขียว และโครงสร้างประชากรสูงวัย ข้อเสนอเร่งด่วนใน 100 วันแรกจึงควรเริ่มจากการพัฒนาระบบเตือนภัยเกษตรที่บูรณาการข้อมูลน้ำ อากาศ โรคพืช และแมลงศัตรูพืช การลดต้นทุนต้นน้ำผ่านปุ๋ยชีวภาพ เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การเร่งปรับภาคเกษตรไทยสู่เกษตรเท่าทันภูมิอากาศและเกษตรคาร์บอนต่ำ และการสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เชื่อมดิจิทัล เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวได้เร็วขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา เสนอแพ็กเกจนโยบายที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การปฏิรูปสินเชื่อด้วย Big Data และ Smart Credit การเปิด Agri-Intelligence Dashboard ให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลอุปสงค์และอุปทานแบบ real-time การใช้ Pre-Order Model เพื่อให้ตลาดนำการผลิต ไปจนถึงการสนับสนุน Agri-Solar Power และระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ในส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ยังเสนอให้รัฐบริหารสต็อกแม่ปุ๋ย N-P-K ให้เพียงพอ ส่งเสริมการผสมปุ๋ยใช้เองตามความเหมาะสมของดิน และกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเสนอการช่วยพยุงผู้ส่งออกอาหารแปรรูปด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุน Bio-Packaging และการเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าสีเขียวผ่านระบบ Traceability Mapping และ Carbon Benefit
ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช เสนอจากมุมวิชาการว่า รัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเพื่อ “เปลี่ยนวิธีทำงาน” ของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย” ในลักษณะ war room เพื่อเชื่อมข้อมูลและการตัดสินใจร่วมระหว่างหน่วยงานสำคัญ พร้อมเริ่ม National Agrifood Data Platform ในสินค้าสำคัญและจังหวัดนำร่อง ข้อเสนอสำคัญอีกด้านคือการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบให้เปล่าไปสู่การช่วยปรับตัวแบบมีเงื่อนไข เช่น การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดการเผา การปรับชนิดพืชตามความเหมาะสมของพื้นที่ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี และการทำมาตรฐาน GAP รวมถึงการเปิดตัว National e-Traceability Blueprint สำหรับสินค้าสำคัญ โดยกำหนดชุดข้อมูลกลางที่ใช้ร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงผลิตจนถึงจุดจำหน่าย
นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบาย เวทีเสวนายังให้ความสำคัญกับ “กลไกการทำให้เกิดผลจริง” โดยระบุว่าข้อมูลจำนวนมากมีอยู่แล้วในพื้นที่ แต่ยังขาดการบูรณาการ การวิเคราะห์ และการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการที่เชื่อมข้อมูลจากจังหวัดขึ้นสู่ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบต่อแต่ละปัญหาอย่างชัดเจน และจัดทำแผนปฏิบัติแบบมีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และพื้นที่นำร่องที่เห็นผลได้จริง วิทยากรยังเสนอให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทำหน้าที่เป็น Policy Lab ในพื้นที่นำร่อง ช่วยแปลงข้อมูลและองค์ความรู้ให้เป็นชุดตัดสินใจที่ใช้ได้จริงสำหรับจังหวัดและหน่วยงานรัฐ
สำหรับข้อฝากถึงรัฐบาล วิทยากรหลายท่านย้ำตรงกันว่า รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่าไทยสามารถบริหารจัดการวิกฤติด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีทิศทางและเป็นระบบ พร้อมเสนอว่าการแต่งตั้งผู้บริหารด้านนโยบายควรยึดความเชี่ยวชาญจริงมากกว่าปัจจัยทางการเมือง และต้องปรับบทบาทของผู้บริหารจาก “ผู้จัดการการแจกเงินเยียวยา” ไปสู่ “ผู้จัดการความเสี่ยงในอนาคต” โดยใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพการพัฒนามากขึ้น เช่น รายได้สุทธิของเกษตรกร ความสามารถในการลดต้นทุน ความพร้อมต่อมาตรฐานใหม่ และความเข้มแข็งของระบบอาหารทั้งห่วงโซ่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนายังเสนอให้เร่งส่งเสริม GI การขยายผลคาร์บอนเครดิต และการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ
สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่การเสนอเพียงโครงการใหม่รายเรื่อง แต่เป็นการย้ำว่ารัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเป็นจุดตั้งต้นของการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” ให้ภาคเกษตรและอาหารไทย โดยเริ่มจากข้อมูลร่วม การสั่งการแบบบูรณาการ การลงทุนเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการปรับตัวได้จริง และการยกระดับมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต หากรัฐบาลสามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงแรก ก็จะช่วยให้การแก้ปัญหาระยะสั้นเชื่อมต่อกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และทำให้ภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ชง Roadmap 100 วันรัฐบาลใหม่ ผุด “War Room ระบบอาหาร” สกัด 5 ความเสี่ยงทุบเกษตรไทย
