ราคาทองคำร่วงหนักต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด หลายคนแปลกใจว่าทำไมสงครามที่ดูยกระดับความรุนแรงมากขึ้น กลับไม่ทำให้ทองคำที่เคยถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ราคาขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ชี้ว่า จากภาพรวมสถิติย้อนหลังกว่า 20 ปี ที่เปรียบเทียบระหว่างราคา “น้ำมันดิบ Brent” และ “ราคาทองคำ” (Gold Spot) คือ เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาทองคำมักจะเผชิญกับการปรับฐาน (Correction) อย่างรุนแรงตามมาเสมอ
โดยช่วงวิกฤตปี 2008 เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทำจุดสูงสุด ราคาทองคำมีการปรับฐานลงถึง -27.98% ต่อมาช่วงปี 2011-2014 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างยาวนาน ส่งผลให้ราคาทองคำซึมยาวและปรับตัวลงลึกถึง -36.75% ขณะที่ช่วงปี 2022 น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำก็ย่อตัวลงไปราว -18.74% ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ทะยานทะลุแนวต้านสำคัญที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว และต่อมาปรับลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเบรกแผนโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่าน 5 วัน
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา (FINNOMENA) ที่ระบุว่า ราคาทองคำลบ 10 วันติด และเป็นสัปดาห์ที่ร่วงแรงสุดในรอบ 14 ปี โดยทองคำปรับตัวลดลง สวนทางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่าน ความกังวลเงินเฟ้อ ตลาดเริ่มกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการลดดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงนาน (Higher for Longer)
ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหลักที่เป็นแรงกดดัน คือ 1.โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยยากขึ้น จาก Inflation Shock ของราคาพลังงาน แปลว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงนาน ในระยะสั้นราคาทองคำ จึงโดนกดดันจาก Real Yield ที่พุ่งสูงขึ้น จากแนวโน้มเฟดที่อาจหยุดลดดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนการถือทองสูงขึ้นหรือน่าสนใจน้อยลง
2.เป็นผลต่อเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ทั้งเงินที่ไหลเข้าจาก Real Yield ที่สูง และความตึงเครียดของความขัดแย้ง และ 3.แรงกดดันจาก Margin Call ในตลาดการเงิน เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นปรับตัวลดลงแรงในช่วงนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น ทองคำ เพื่อนำเงินสดไปชดเชยการขาดทุน ประกอบกับระดับความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Value-at-Risk (VAR) ของพอร์ตลงทุนปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายถึงความเสี่ยงของพอร์ตสูงเกินกรอบที่กำหนด ดังนั้น นักลงทุนต้องลดขนาดการลงทุน (Derisk) และขายสินทรัพย์ออก แม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม พบว่าแรงขายทองคำส่วนใหญ่มาจากกองทุน ETF
สอดคล้องกับ บล.พายระบุว่า สาเหตุสำคัญที่สงครามรอบนี้ ราคาทองคำไม่พุ่งขึ้นแรง ก็คือ สงครามครั้งนี้กระทบตลาดพลังงานโดยตรง เมื่อความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นทันที และเมื่อน้ำมันแพงขึ้น สิ่งที่ตลาดกังวลต่อคือ เงินเฟ้ออาจกลับมาอีกครั้ง หากเงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูง หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ กล่าวคือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จึงกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ เพราะทองเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ด้าน MTS GOLD ของห้างทองแม่ทองสุก เผยว่า สภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า การร่วงลงของราคาทองคำสะท้อนภาวะ “Risk-off” คล้ายปี 2008 และ 2020 ที่ตลาดเกิด Panic (ตื่นตระหนก) และขายสินทรัพย์ทุกประเภทเพื่อถือเงินสด โดยมีแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ที่พุ่งขึ้น การคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย และแรงขายทำกำไร แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง แต่ระยะสั้นตลาดยังผันผวนตามสถานการณ์สงคราม
นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำที่ปรับตัวลงแรงช่วงนี้น่าจะมาจากนักลงทุนกลัวเรื่องที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่ประเทศอิหร่านว่า ต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะโจมตีโรงไฟฟ้า ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้กลับเช่นกัน ซึ่งความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ตลาดไม่เชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย จากเดิมที่ Dot Plot ส่งสัญญาณว่าจะลด 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า
“ตอนนี้ตลาดตกใจอยู่ ต้องดู 4,100 ดอลลาร์ ต้องรับให้อยู่ ซึ่งเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ห้ามหลุด ถ้าหลุด ระยะยาวจะเป็นขาลงแล้ว ซึ่งวันนี้ (23 มี.ค.) ก็มีแตะ 4,100 ดอลลาร์ให้เห็น แต่ก็มีรีบาวนด์ขึ้นมา คิดว่าถ้า 48 ชั่วโมงแล้ว ทรัมป์ไม่ทำอะไร ก็อาจจะรีบาวนด์”
นางศิริลักษณ์กล่าวด้วยว่า จากราคาทองคำที่ปรับตัวลงอย่างแรงช่วงนี้ ทำให้ผลตอบแทนทองคำในปี 2569 นี้ติดลบ โดยทอง Spot ช่วงที่ราคาลงมาจุดต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ ผลตอบแทนติดลบไป 5% ส่วนทองไทยตอนลงมาจุดต่ำสุดที่ 64,950 บาท ติดลบไปประมาณ 1% ซึ่งลบน้อยกว่าเพราะได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุน อย่างไรก็ดี การลงทุนช่วงนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน อย่าเพิ่งผลีผลามลงทุน โดยต้องติดตามว่าสงครามจะจบได้ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ หากจบได้ ราคาทองก็อาจจะฟื้นกลับขึ้นมาได้
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ทองที่ลงแรง เพราะถูกกองทุนทุบเทขายออกมา โดยที่ผ่านมากองทุนขนาดใหญ่อย่าง กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำ เมื่อตอนเดือน ม.ค. 14 ตัน จากนั้นเดือน ก.พ. ซื้ออีก 15 ตัน แต่กลับมาขายขาดทุนในเดือน มี.ค.นี้ โดยขายไปกว่า 40 ตันแล้ว ซึ่งน่าแปลกใจมาก ดูไม่มีเหตุผล
“จริง ๆ พวกกองทุนพวกนี้เป็นเจ้ามือ เป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งใจซื้อมาขายขาดทุน ก็ต้องดูว่าเขาขุดหลุมรอให้คนเข้าไปหรือเปล่า อันนี้อยากฝากให้ศึกษา คนลงทุนระยะสั้นอาจจะต้องชะลอการลงทุน รอดูให้ชัดเจนกว่านี้ ส่วนคนลงทุนระยะยาว ราคาย่อมา ก็อาจจะทยอยเก็บได้ ยังมองเป็นขาขึ้นอยู่ แต่อย่าไปทุ่มทีเดียวมาก ๆ”
ทั้งนี้ ระยะยาวยังมองราคาทองเป็นขาขึ้น เพราะสงครามการค้าก็ยังไม่ได้จบ หรือสงครามตะวันออกกลางขณะนี้ก็ไม่ได้จบ ซึ่งจากประสบการณ์ของตนเอง ถ้าดูราคาทองย้อนหลังไป 40 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยจะชนะเงินเฟ้อตลอด เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยสถานการณ์ขณะนี้ดูแล้วไม่มีเหตุผลที่ราคาจะลงลึก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาตอนทองขึ้น ก็ขึ้นอย่างผิดปกติ ตั้งแต่ทรัมป์เข้ามา
“ทองลงมาหมื่นกว่าบาท ตั้งแต่ต้นปี ส่วน Spot ลงพันกว่าเหรียญ แต่ดูราคาตอนนี้เทียบกับต้นปีแล้ว ราคายังขึ้นปกติ ดังนั้นไม่มีเหตุผลว่าทองลง ซึ่งในชีวิตนี้ผมยังไม่เคยเห็นเลย เวลาเกิดสงครามที่ไหน เงินจะลดค่าลง หุ้นจะลง แต่ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยต้องขึ้น ไม่ใช่ลง แต่มันผิดปกติอยู่ตอนนี้”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทองร่วงหนัก กำไรหายวับ ‘Panic Sell’ สงครามป่วนไม่จบ