สัมภาษณ์
รายงาน e-Conomy SEA 2025 โดย Google, Temasek และ Bain & Company ฉบับล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่อุตสาหกรรม “อีคอมเมิร์ซ” โตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2025 มีมูลค่าแตะ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 22% แต่ในความเป็นจริงมูลค่าตลาด และการเติบโตที่เกิดขึ้นมาจากแพลตฟอร์ม “ต่างชาติ” เกือบทั้งหมด ทำให้ตลอดหลายปีมานี้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ “อธิปไตย” ของแพลตฟอร์มไทย และโอกาสในการชิงส่วนแบ่งตลาดที่ดูจะเกิดได้ยากขึ้นทุกที
การเปิดตัว “Pantip Mall” แพลตฟอร์มจากความร่วมมือของ “พันทิป ดอทคอม” (Pantip.com) คอมมิวนิตี้เว็บบอร์ดยุคแรก ๆ ของไทย และ “ดิจิทัน เวิลด์ไวด์” ผู้พัฒนา ShopSCAPE โซลูชั่น Enterprise e-Commerce จึงเขย่าวงการอีคอมเมิร์ซไทยไม่น้อย และเป็นความหวังใหม่ของผู้ประกอบการที่จะมีทางเลือกในการขายสินค้ามากขึ้น
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัน เวิลด์ไวด์ จำกัด ถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็กต์นี้ แผนสร้างการเติบโต และจุดยืนที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในตลาด
“นิวัฒน์” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์นี้ว่า ที่ผ่านมาร้านค้าได้รับผลกระทบจากการผูกขาดตลาดของแพลตฟอร์มต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย หรือการบังคับใช้ระบบโลจิสติกส์ที่กำหนด จึงต้องการสร้างพื้นที่การขายที่ “เป็นธรรม” เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
โดยหลังเปิดตัว ShopSCAPE และเริ่มให้บริการในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมีหน้าร้านออนไลน์ของตนเองเมื่อกลางปี 2025 ก็เริ่มเข้าไปคุยกับพันทิปดอทคอม และตกลงทำโปรเจ็กต์นี้ด้วยกัน จนต้นปี 2026 ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเริ่มสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ขายเพื่อดึงร้านค้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม
“ความร่วมมือระหว่าง ShopSCAPE กับพันทิป ดอทคอม เป็น Perfect Match เพราะบริษัทผมเชี่ยวชาญด้านการทำเว็บไซต์ขายของ และระบบจัดการหลังบ้าน ส่วนพันทิปเป็นเว็บบอร์ดที่สั่งสมความน่าเชื่อถือมานาน และมีฐานผู้ใช้เฉลี่ย 1.8 ล้านรายต่อวันอยู่แล้ว สามารถต่อยอดเป็นลูกค้าของแพลตฟอร์มได้ไม่ยาก”
“นิวัฒน์” บอกต่อว่า การทำธุรกิจแพลตฟอร์มให้ยืนระยะในตลาดได้ มีความท้าทายอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ 1.การลงทุนด้านเทคโนโลยี ที่ใช้เงินลงทุนสูงมาก ยิ่งสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจ การเริ่มต้นทำแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซตั้งแต่ศูนย์จึงเป็นไปได้ยาก
และ 2.การลงทุนด้านการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ในระยะรวดเร็ว ซึ่งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหลายรายต้องทุ่มเงินหลักร้อยล้านถึงพันล้านบาทช่วงเปิดตัวเพื่อดึงคนมาลองใช้ แต่เมื่อสเกลต่อไม่ได้ ก็ต้องถอนทัพออกจากตลาดไป
แต่ “Pantip Mall” พัฒนาจากความเข้าใจใน 2 เรื่องนี้ และมีข้อได้เปรียบที่เกิดจากการต่อยอดจุดแข็งเดิม โดยด้านการตลาด การร่วมมือกับพันทิป ดอทคอม ถือเป็น “ทางลัด” ที่ทำให้แพลตฟอร์มได้รับความเชื่อมั่น และเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว
ส่วนด้านเทคโนโลยี ดิจิทัน เวิลด์ไวด์ เป็นพาร์ตเนอร์กับกูเกิล คลาวด์ (Google Cloud) พัฒนาเรื่องบิ๊กดาต้าและ AI ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งบริษัทราว 7-8 ปีก่อน ซึ่งปี 2025 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “ปัญญาไท” (PanyaThAI) ที่กูเกิลสนับสนุนให้เกิด Use Case การใช้ AI ในธุรกิจ ทำให้ได้รับการสนับสนุนเรื่องการใช้โซลูชั่น และเครื่องมือต่าง ๆ อย่างดี
“เราไม่มีงบฯการตลาดมาทุ่มเหมือนผู้เล่นรายใหญ่อยู่แล้ว ต้องเน้นโตแบบออร์แกนิก และใช้จุดแข็งที่มีมาชูเป็นตัวเลือกสร้างความแตกต่าง เช่น เว็บพันทิปมีระบบ SEO Backup สามารถช่วยให้ร้านค้าถูกค้นพบผ่านการค้นหาบนกูเกิลง่ายขึ้น”
“นิวัฒน์” พูดถึงคอนเซ็ปต์ของ Pantip Mall ว่าเป็น “Community to Commerce” หรือการเปลี่ยนพลังของคอมมิวนิตี้ให้เป็นช่องทางการขาย โดยมีโมเดลต้นแบบมาจากความสำเร็จของ “เสี่ยวฮงชู” (Xiaohongshu) ในประเทศจีน ซึ่งเริ่มจากการเป็นสังคมออนไลน์ที่เน้นการแบ่งปันประสบการณ์และรีวิวสินค้าจากผู้ใช้จริง
เมื่อชุมชนมีการพูดถึงสินค้าใดสินค้าหนึ่งมาก ๆ แพลตฟอร์มก็สร้างระบบมาร์เก็ตเพลซที่เรียกว่า “Red Mall” ขึ้นมารองรับความต้องการ และขายสินค้านั้น ๆ ให้กับคนในชุมชนโดยตรง
ส่วนโมเดลการสร้างรายได้ของ Pantip Mall มี 3 รูปแบบ คือ 1.ค่าโฆษณา (Advertising Model) แบรนด์ซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละ “ห้อง” (คอมมิวนิตี้ที่พูดคุยแต่ละเรื่องตามความสนใจ) เพื่อดึงดูดลูกค้าที่กำลังอ่านรีวิวเข้าไปซื้อสินค้าใน Pantip Mall ได้ทันที เช่น ห้องรัชดาสำหรับเรื่องรถยนต์ และห้องมาบุญครองสำหรับสินค้าไอที เป็นต้น
“Pantip Mall เป็นการเพิ่ม Funnel เรื่องการสร้างยอดขาย (Conversion) จากที่พันทิปทำเรื่องสร้างการรับรู้ (Awareness) ได้ดีอยู่แล้ว ทำให้พันทิป ดอทคอม กลายเป็นเครื่องมือการตลาดแบบ Full-Funnel ที่มีครบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำด้วย”
2.ค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) วางนโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมที่ 3-8% โดยผู้ขายที่เปิดร้านค้าก่อน 30 มิ.ย. 2026 จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษคงที่ค่าธรรมเนียม 3% ตลอดปี และ 3.การให้บริการด้านเทคโนโลยี (Services) ขายโซลูชั่นให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสินค้าไม่กี่รายการ ช่วยให้ร้านมีเว็บไซต์เป็นของตนเองได้โดยลงทุนแค่หลักพันบาทต่อเดือน
“แพลตฟอร์มตั้งใจเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่เป็นธรรมอยู่แล้ว ถ้าเก็บ 3-8% แล้วอยู่ได้ ก็เก็บที่อัตรานี้ไปยาว ๆ เพราะ Pantip Mall ตั้งต้นจากแพลตฟอร์มที่ไม่ได้เผาเงินจำนวนมากเพื่อสร้างการรับรู้อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งหาเงินมาถอนทุนคืน”
สำหรับไทม์ไลน์การเปิดให้บริการแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 1.Beta Version (เม.ย.-พ.ค. 2026) เฉพาะร้านค้ากลุ่มแรกและผู้ใช้งานที่ได้รับเชิญ และ 2.การให้บริการเต็มรูปแบบ มิ.ย. 2026 โดยตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. 2026 มีผู้ขายลงทะเบียนแสดงความสนใจเปิดร้านบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 2,000 ร้าน บางร้านเริ่มเข้ามาเซตระบบเพื่อทดลองขายช่วง Beta Version แล้ว
“นิวัฒน์” พูดถึงแนวทางการต่อยอดฟีเจอร์และบริการอื่น ๆ ว่า สิ่งที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น VDO Commerce และ Affiliate Marketing ก็อยู่ในโรดแมปการพัฒนาของแพลตฟอร์มเช่นกัน แต่ระยะแรกจะโฟกัสสิ่งที่ร้านค้าต้องการเป็นหลัก และออกแบบระบบให้ยืดหยุ่น เช่น เปิดให้เลือกผู้ให้บริการขนส่งที่ต้องการ เป็นต้น
“การพัฒนา Pantip Mall กลายเป็นวาระแห่งชาติ พอเรามีความตั้งใจว่าจะพัฒนาแพลตฟอร์มของคนไทย ทุกหน่วยงานก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นดีป้า ไปรษณีย์ไทย และ สสว. ที่มีเครือข่ายของเอสเอ็มอีทั่วประเทศหลายแสนรายอยู่แล้ว”
อ่านข่าวต้นฉบับ: Pantip Mall เปลี่ยน ‘คอมมิวนิตี้’ เป็น ‘คอมเมิร์ซ’ สร้างอธิปไตยแพลตฟอร์มไทย
