กกพ. ชง 3 ข้อเสนอค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย หากต้องตรึงไว้ที่ 3.88 บาท ให้กลุ่มเปราะบาง 20 ล้านครัวเรือน รัฐต้องอุ้ม 900 ล้านบาท หากช่วยทั้งประเทศต้องใช้เงินเฉียด 5,000 ล้านบาท ด้านการจัดหาพลังงานซื้อทั้งไฟจากลาวเพิ่ม จากเอกชนที่เป็นพลังงานหมุนเวียน จากเขื่อน กฟผ. รอเคาะค่าไฟจริง 1 เม.ย. 2569 นี้
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นการแถลงข่าวที่ลำบากใจ แต่เราก็พยายามชะลอและผ่อนปรนอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่ให้กระทบกับประชาชนเบาบางที่สุด ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซเพื่อมาผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 54%
โดยก๊าซดังกล่าวเป็น LNG ถึง 40% ดังนั้นเราจึงได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามทาง กกพ. ได้เร่งแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ขาดแคลนไฟฟ้า ทั้งการเร่งนำเข้า Spot LNG และเรายังมีแหล่งซื้อก๊าซจากอเมริกา แอฟริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ยังเร่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขื่อนของ กฟผ. แต่วัตถุประสงค์หลักน้ำในเขื่อนจะใช้เพื่อการชลประทานเป็นหลักก่อน ซึ่งในส่วนนี้จึงอาจได้ไฟฟ้าไม่มากเท่าไร และยังเพิ่มการซื้อไฟจาก สปป.ลาว อีก 100-200 เมกะวัตต์ เพิ่มประมาณ 4% และยังรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่เป็นพลังงานหมุนเวียน รวมถึงนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทั้งแหล่งอาทิตย์ แหล่งเจดีเอมาใช้ให้เพิ่มขึ้น เร่งผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ แผนทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเองของประเทศที่มีอยู่
“อยากให้มั่นใจว่าเราจะมีหลักประกัน มีเชื้อเพลิงพอที่จะผลิตไฟฟ้า ส่วนเรื่องของราคาที่เกิดขึ้นก่อนมีสงครามนั้นมันผันผวนมาก เมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตอนนี้ราคา LNG พุ่งไปที่ถึง 250% ดังนั้นการจะประกาศราคาค่าไฟในรอบนี้จึงต้องพิจารณาหลายทางเลือกให้รอบคอบมากที่สุด”
โดย กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค.-ส.ค. 2569 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งกรณีที่ 1 หากต้องจ่ายคืนหนี้ทั้งหมดให้ กฟผ. ภายในเดือนเมษายน 2569 จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย
กรณีที่ 2 คืนหนี้ให้ กฟผ. บางส่วนจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย
กรณีที่ 3 ไม่คืนหนี้ กฟผ. และเอาเงิน Claw back (เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้) มาช่วยบรรเทาผลกระทบจำนวน 9,472 ล้านบาท ใช้หมดในทันที จะช่วยลดค่าไฟได้ 13.43 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้ หากรัฐบาลต้องการให้มีการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยไว้เช่นเดิม โดยมีการประเมินว่าอาจสามารถช่วยได้ในกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ซึ่งมีประมาณ 14 ล้านครัวเรือน ต้องใช้เงิน 333 ล้านบาท และกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ประมาณ 17 ล้านครัว ประมาณ 545 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งคนทั้ง 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ จะใช้เงินเพียงแค่ประมาณ 1,000 ล้านบาท
แต่หากคิดจากค่าไฟยืนที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ลงมาที่ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 4,600-5,000 ล้านบาท เป็นการอุ้มผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ ในส่วนนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะอุดหนุนและช่วยเหลืออย่างไร โดยต้องมีมาตรการออกมาให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามค่าไฟฟ้าจะถูกประกาศในวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ ซึ่ง กกพ. ก็ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่พยายามหาวิธีการที่ช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับ: กกพ. ตรึงค่าไฟ 3.88 บาท ใช้เงิน 5,000 ล้าน อยู่ที่รัฐบาล