ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง การสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ที่เริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และฉายแววลุกลาม ยืดเยื้อ มีการปิดอ่าวฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะพลังงานของโลก
ขณะเดียวกันที่ประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) องค์กรหลักของภาคเอกชนที่รวบรวมเหล่าสมาชิกในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ จะมีการประชุมสามัญในวันที่ 30 มีนาคม 2569 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ตามด้วยการเลือก ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ แทนนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ที่ครบวาระ
โดยขณะนี้มีแคนดิเดต 2 คน ได้แก่ นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG และนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้งอินดัสตรี จำกัด
นี่คือ วิสัยทัศน์ของ 2 แคนดิเดต ผู้ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.คนใหม่
นายอภิชิต ประสพรัตน์ กล่าวว่า ผมทำงานใกล้ชิดกับเหล่าสมาชิกมาตลอด ผมรู้ว่าสมาชิกต้องการอะไร เป็นที่มาว่า ผมจะยังคงขับเคลื่อนด้วยนโยบาย 4 Go ที่เป็นนโยบายระยะยาวที่ดีอยู่แล้ว ด้วยโลกเปลี่ยนไปมาก บวกกับที่เราเจอกับวิกฤต เราต้องช่วยสมาชิกให้เขาอยู่ให้รอดและต้องรอดแบบระยะยาว
4 Go คือ 1.Go Digital & AI เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการเข้าถึงตลาดออนไลน์ (e-Commerce) 2.Go Innovation เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรม สร้างผู้ประกอบการที่เน้นมูลค่าเพิ่ม และใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดต้นทุน 3.Go Global เราต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และหาตลาดใหม่ ๆ
4.Go Green คือการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG) และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อโลก ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจะไปสู่ Thailand 4.0 จำเป็นต้องเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ ONE FTI (One Vision, One Team, One Goal) เพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ผมจะเพิ่มอีก 2 Go คือ Go People เพราะเราต้องให้คุณค่ากับเรื่องของคน ซึ่งมันสำคัญมากไม่ว่าจะเรื่องการอัพสกิล รีสกิล รวมไปถึงการที่เราดึงคนเก่ง ๆ เข้ามา แล้วเขาต้องมีการเชื่อมกับในองค์กรหน่วยงานประเทศเพื่อช่วยกันพัฒนาคน และ Go Finance เรื่องนี้ก็สำคัญมาก ๆ เพราะเรารู้ว่า SMEs เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน อย่างล่าสุดที่เราจับมือกับ 5 หน่วยงานออก 6 มาตรการ ตรงนี้มันจะปิดช่องโหว่ มันไม่ใช่แค่ช่วงที่เกิดวิกฤตตะวันออกกลางตอนนี้ แต่มันคือการช่วยเหลือ SMEs ในระยะยาว
สิ่งที่ผมอยากเห็นผู้ประกอบการไทย จากที่เราเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ทำให้เรายิ่งอยู่ยากขึ้นทุกวัน ความท้าทายใหม่บีบให้ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวจากการรับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ (OBM) และการออกแบบสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (ODM) เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขันในหลาย ๆ สิ่งที่เราทำอยู่อย่าง Made in Thailand (MiT) มันคือส่วนหนึ่งในการปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศเอง สร้างแต้มต่อให้กับอุตสาหกรรม
นายชนะ ภูมี กล่าวว่า การที่ผมตัดสินใจชิงประธาน ส.อ.ท. เพราะผมเห็นข้อมูลในองค์กรและในวงการอุตสาหกรรมที่วันนี้เราอาจจะไปกันไม่รอด หากยังอยู่กันแบบนี้ ความตั้งใจแรกที่อยากทำ คือ อยากเข้ามาช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อดันเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งได้วางเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ SMEs จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า
การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ ไม่ได้มาจากตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากแรงผลักของผู้ใหญ่และบอร์ดบริษัทหลายแห่ง ที่มองเห็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญแรงกดดันและความท้าทายสูง ทั้งระเบียบโลกใหม่ เหตุสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งไทยควรใช้โอกาสในการเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โลกให้ได้
โดยเหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มส่งผลกระทบภาคพลังงาน ตลอดจนการหยุดชะงักของโลจิสติกส์ หลายสินค้าซัพพลายเริ่มมีปัญหา ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มแพงขึ้น ที่เห็นชัดสุดคือ เม็ดพลาสติก โซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงงานผลิตพลังงาน เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ไม่ว่าจะจากเหตุความไม่สงบ การโจมตี หรือปัจจัยใดก็ตาม การกลับมาเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเซตระบบกลับมาดังเดิม
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานที่เคยมีเสถียรภาพ อาจกลายเป็นจุดเปราะบาง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในสัดส่วนสูง ผลกระทบจึงอาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การบริหารเงินสด (Cash Flow) ให้เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะเมื่อห่วงโซ่อุปทานมีปัญหา ต้นทุนต่าง ๆ จะเพิ่มสูงขึ้นทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ และผลกระทบจากเงินเฟ้อ
โดยมี 4 ประเด็นที่ภาคธุรกิจควรระมัดระวัง 1.ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และชะลอการลงทุนที่ยังไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะสั้น 2.ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่คืนทุนเร็ว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 3.ปรับแผนการผลิต โดยเน้นสินค้าที่หมุนเวียนเร็วและสร้างกระแสเงินสดได้ดี 4.สื่อสารและร่วมมือกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่ไทยหรือ ส.อ.ท.จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงหรือแข่งขันกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ส.อ.ท.ต้องเป็นต้นแบบของการปรับตัว มีความสามัคคีภายในองค์กร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความเห็นต่าง แต่การอดทนและยืนหยัดในเป้าหมายร่วมกัน คือสิ่งจำเป็น และหากได้เข้ามาทำหน้าที่ จะเดินหน้าตั้งกองทุนเพื่อธุรกิจ SMEs ใช้จุดแข็งที่ผ่านประสบการณ์ ใช้กลยุทธ์องค์กรให้เป็นประโยชน์ ต้องสื่อสารความจริงกับประชาชน
โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ต้องเอาความจริงมาหารือในที่ประชุม ว่าปริมาณมีอยู่เท่าไหร่ ใช้ไปวันละเท่าไหร่ แล้วจะมีวิธีการบริหารจัดการกันอย่างไร เรื่องน้ำมัน ถ้ารัฐเปิดข้อมูลชัดเจนปริมาณและการใช้วันละกี่ล้านลิตร จะทำให้เห็นภาพเดียวกัน และสามารถช่วยกันวางแผนให้กับภาคธุรกิจและภาคประชาชน ช่วยวางแผนชีวิต เช่น การประหยัด การเดินทาง แต่ต้องระวังคือความขัดแย้ง เพราะเมื่อของเริ่มขาด คนจะมองกันว่าอีกฝ่ายกักตุนหรือเอาเปรียบ พร้อมกับตั้งวอร์รูม วางแผนซัพพลายเชน ชดเชยการนำเข้าจากหลากหลายแหล่งในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะต้องเตรียมเข้าไปช่วยภาคธุรกิจให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤต โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปัจจุบันเผชิญกับปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ ทำให้มีอัตราหนี้ครัวเรือนภายในประเทศสูงถึง 80-90% เป็นสิ่งที่น่ากังวล สถานการณ์อาจรุนแรงกว่าวิกฤตในอดีต ทางออกหนึ่งที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs คือ การเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่นอกเหนือจากระบบสถาบันการเงิน ผมจึงคิดว่าควรตั้งกองทุน SMEs
อ่านข่าวต้นฉบับ: 2 แคนดิเดตชิงประธาน ส.อ.ท. โชว์วิสัยทัศน์พาอุตฯไทยฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง