คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ป่วนแล้ว ป่วนอยู่ และป่วนต่อ นี่อาจเป็นวลีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอธิบายสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็น “ศูนย์กลาง” ในการสร้างความโกลาหล ปั่นป่วน เพราะว่าหลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าการใช้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐภายใต้กฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) จัดเก็บภาษีศุลกากรประเภท “ต่างตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้น “ผิดกฎหมาย”
แต่ทันทีทันใดนั้นทรัมป์และทีมงานก็ประกาศใช้อำนาจตาม “กฎหมายการค้า” มาตรา 122 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคองเกรสเป็นเวลา 150 วัน โดยเรียกเก็บเต็มเพดานคือ 15% ซึ่งมาตรา 122 จะครบกำหนดวันที่ 23 กรกฎาคม ดังนั้น สหรัฐจึงจะขยับไปใช้อำนาจตามมาตรา 301 มารับช่วงต่อก่อนมาตรา 122 จะหมดอายุ
เดิมทีโลกยังคิดว่าพอมีเวลาหายใจโล่งอกเล็กน้อย เพราะการใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าปกตินั้น อย่างน้อยก็จำกัดอำนาจทรัมป์ไม่ให้ทำตามอำเภอใจได้ระดับหนึ่ง
แต่กลับกลายเป็นว่าโลกประสบปัญหา “หนักหน่วง” กว่าเดิม เมื่อทรัมป์และอิสราเอลได้จับมือกันทำสงคราม “บอมบ์” อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นำมาสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ที่ส่วนใหญ่แล้วถูกขนส่งมาป้อนตลาดเอเชีย
นอกจากปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว อิหร่านมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด “วิกฤตพลังงาน” ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศถึงกับบอกว่ารุนแรงกว่ายุค 1970
บิสซิเนส ไทม์ส เว็บไซต์ข่าวของสิงคโปร์รายงานว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศมากพออยู่แล้ว แต่การที่สหรัฐอเมริกานำมาตรการใหม่มาเก็บภาษีประเทศต่าง ๆ โดยอ้างว่ามีการค้าที่ “ไม่เป็นธรรม” กับสหรัฐนั้น ได้สร้างความยากลำบากแก่ทั่วโลกมากกว่าเดิม เมื่อสงครามยืดเยื้อและส่งคลื่นกระแทกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะต่อเอเชียและยุโรป
สหรัฐได้เริ่มเปิดการสอบสวนประเทศคู่ค้าหลักแล้ว ตามมาตรา 301 ว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม ในจำนวนนี้มีกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย โดยมีสองประเด็นใหญ่ที่สหรัฐจะนำมาเล่นงาน นั่นคือ 1.ข้อกล่าวหาว่าประเทศนั้น ๆ มีการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งมีมากกว่า 60 ประเทศที่ถูกสหรัฐหมายตา
แต่เป้าหมายใหญ่สุดก็คือการเล่นงานจีน 2.ข้อกล่าวหาว่ามี “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” (Structural Excess Capacity) ในหลายภาคการผลิต ซึ่งสะท้อนผ่านการเกินดุลการค้ากับสหรัฐจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
รายชื่อของประเทศอาเซียนที่ตกเป็นเป้า ประกอบด้วย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม โดยเวียดนามเกินดุลการค้าสหรัฐมากที่สุดในเดือนมกราคม มากกว่าเม็กซิโกและจีน ส่วนประเทศในเอเชียอื่น ๆ ก็มีเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น บังกลาเทศ อินเดีย จีน ส่วนยุโรป สหภาพยุโรป (อียู) ก็โดนไปทั้งยวง
มาตรา 301 ต่างจากมาตรา 122 เนื่องจากมาตรา 301 นั้นหากผลการสอบสวนคู่ค้าออกมาว่าเข้าข่ายจริง ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และการจัดเก็บนั้นจะอยู่ได้ตลอดไปตราบเท่าที่สหรัฐเห็นว่าประเทศนั้นเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐครอบคลุมเฉพาะการเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA เท่านั้น ซึ่งคาดว่าคิดเป็น 70% ของภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นการเก็บภาษีตามมาตรา 301 (ไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ) และ 232 (เพื่อความมั่นคงของชาติ) เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งทรัมป์ก็ได้พูดชัดเจนว่าเขาจะยังคงเก็บภาษีภายใต้มาตราดังกล่าวต่อไป เพราะไม่ขัดคำสั่งศาล
ดังนั้น แทนที่คำพิพากษาของศาลจะยุติความไม่แน่นอนเรื่องภาษี แต่แท้จริงอาจเพิ่มความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นี่จึงเป็นสภาวการณ์ที่จะทำให้ “ต้นทุน” เศรษฐกิจสำหรับเอเชียและยุโรป ท่ามกลางสงครามอิหร่านสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังคำพิพากษาของศาล บรรดาประเทศคู่ค้าสหรัฐทั้งเอเชียและยุโรปต่างมองหาความชัดเจนว่า ในเมื่อสหรัฐใช้มาตรา 122 มาแทนที่ โดยเรียกเก็บภาษี 15% แล้วพวกเขาจะได้เงินภาษีที่จ่ายไปแล้วภายใต้กฎหมาย IEEPA คืนหรือไม่ นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทำไปแล้วกับสหรัฐในปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงกับคู่ค้าอย่างสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นจะยังเหมือนเดิม และสหรัฐหวังว่าคู่ค้าจะยึดมั่นในข้อตกลง
หลังคำพิพากษาของศาลและภายใต้บริบทใหม่ ข้อตกลงการค้าบางอย่างที่ทำไปก่อนหน้านี้อาจไม่เป็นประโยชน์สำหรับคู่ค้าอย่างที่ควรจะเป็น โดยประเทศที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือประเทศที่ถูกเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA มากที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือจีน
ขณะที่ประเทศเอเชียที่เซ็นข้อตกลงกับทรัมป์ไปแล้ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน ยืนยันว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามข้อตกลง จนกว่าจะได้รับแจ้งเป็นอย่างอื่น
ส่วนจุดยืนของอียูนั้น ถึงแม้ทางคณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องการยึดมั่นกับข้อตกลงที่ทำไปแล้วกับสหรัฐในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐตกลงจะเก็บภาษีอียู 15% แลกกับการที่อียูจะมาลงทุนในสหรัฐและซื้อพลังงานจากสหรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐสภาอียูยังคงประวิงเวลาที่จะให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าว
เบิร์นด์ แลงจ์ สมาชิกรัฐสภายุโรปเคยกล่าวว่า ไม่มีใครรับประกันได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่หมายถึงภาษีที่สูงขึ้นสำหรับอียู มันไม่เพียงพอที่จะสรุปง่าย ๆ ว่า มันจะจบลงตามกรอบที่ตกลงกันไว้ เราต้องการความชัดเจน ซึ่งมุมมองของเขาได้รับการตอบรับทั่วเอเชียและยุโรป
ถึงแม้คู่ค้าสหรัฐทั้งเอเชียและยุโรปจะแสดงท่าทีว่าพวกเขาจะยึดมั่นข้อตกลงที่เซ็นไปแล้ว แต่การที่สหรัฐยกระดับศึกการค้าก็รังแต่เพิ่มความตึงเครียดกับบรรดาพันธมิตรเก่าแก่ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่บางประเทศอาจเลือกที่จะ “แยกตัว” ออกไป โดยเฉพาะถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์และทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจของพวกเขาสูงขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงคราม ‘อิหร่าน’ ยืดเยื้อ ตัวแปรคู่ค้าสหรัฐ ‘ชิ่ง’ ข้อตกลง