คลังเก็บรายได้หืดจับ ลดภาษีน้ำมันเพิ่มความเสี่ยง “เอกนิติ” มอนิเตอร์หน่วยงานจัดเก็บใกล้ชิด ลุ้นนิติบุคคลยื่น ภ.ง.ด. 50 ช่วง พ.ค.-มิ.ย.นี้ ห่วงรายได้ไม่เข้าเป้า หลังมีสัญญาณ “ภาษีธุรกิใหญ่” วูบแรง ตลท.ชี้ผลประกอบการ บจ.อ่อนแอ “ขุนคลัง” ไม่อยากกู้ กังวลดันหนี้สาธารณะพุ่ง สะเทือนฐานะการคลังหวั่นถูกหั่นเครดิตประเทศ ออก พ.ร.บ.โอนงบฯมาโปะได้กว่า 1-2 แสนล้าน EIC หนุนเลิกตรึงน้ำมันช่วยลดเสี่ยงถูกหั่นเครดิต จับตามาตรการ “ลดภาษีน้ำมัน” สะเทือนรายได้รัฐ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์จัดเก็บรายได้รัฐบาลปีนี้ค่อนข้างลำบาก มีแนวโน้มที่อาจจะจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี แถมเจอผลกระทบจากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยขณะนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มอนิเตอร์การจัดเก็บรายได้ของทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด
“ตอนนี้สถานการณ์จัดเก็บรายได้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยกรมสรรพากรกำลังรอดูภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ที่ยื่นในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ว่าสถานการณ์เป็นรายได้ โดยส่วนที่น่าห่วงคือ รายได้ภาษีของธุรกิจขนาดใหญ่ที่พบแนวโน้มตกลงค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นก้อนใหญ่ หากต่ำกว่าเป้าก็จะกระทบภาพรวม”
นอกจากนี้ ส่วนของกรมสรรพสามิต ยอดจัดเก็บ 5 เดือน รายได้ภาษีตัวหลัก ๆ ก็ไม่ดี ทั้งภาษีน้ำมัน รถยนต์ สุรา เบียร์ เพราะตัวเลขยอดขายที่ลดลงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อ ซึ่งเมื่อภาษีเหล่านี้เก็บได้ต่ำก็จะกระทบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวเลขล่าสุดที่กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68-ม.ค. 69) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 868,623 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,560 ล้านบาท หรือ 1.1% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.7% เนื่องมาจาก 1) การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 2) การนำส่งรายได้เหลื่อมมาจากปีก่อนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และ 3) ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตรเป็นสำคัญ
ขณะที่ตัวเลข 5 เดือนแรก (ต.ค. 68-ก.พ. 69) ของกรมสรรพสามิต เก็บรายได้กว่า 234,000 ล้านบาท เทียบกับเป้าที่กระทรวงการคลังกำหนด ยังเกินเป้าเล็กน้อยที่ 4,600 ล้านบาท หรือ 2% แต่ในเดือนล่าสุด ก.พ. 2569 รายได้รวมเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 3,700 ล้านบาท
“ช่วง 5 เดือนแรก ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 103,600 ล้านบาท ยังเกินเป้าของคลังอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 38,900 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 500ล้านบาท”
แหล่งข่าวกล่าวว่า เดิมกระทรวงการคลังตั้งใจว่า ภาษีสรรพสามิตจะเป็นด่านสุดท้ายในการดูแลราคาน้ำมัน แต่หากจำเป็นต้องลดภาษี รายได้ส่วนนี้ก็จะหายไปเพิ่มขึ้น เพราะหากลดภาษีน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร รายได้จะหายไปประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนน้ำมันเบนซินจะหายไปประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ต้องลุ้นว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ที่จะต้องยื่น ภ.ง.ด. 50 ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯก็รายงานภาพรวม บจ. แม้ว่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานลดลง ซึ่งภาษีที่จะยื่นในรอบนี้จะมาจากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯรายงานว่า บจ.ใน SET มียอดขายรวม 16,329,520 ล้านบาท ลดลง 7.2% กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 1,077,544 ล้านบาท ลดลง 9.5% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,103,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5%
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทจดทะเบียนไทยมีผลประกอบการที่อ่อนแอลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันลดลง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ บจ.ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจการเงินมียอดขายลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารโดยรวมไม่ได้ปรับลดลงมากนัก ทำให้ บจ.ไทยมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง
“เศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอลง ส่งผลลบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน”
แหล่งข่าวกล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเตรียมแผนสำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงในระยะยาว แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลขึ้นมา แต่ก็ยังมีส่วนที่กองทุนน้ำมันฯเข้าไปช่วยแบกรับอยู่ วันละประมาณ 1,700 ล้านบาท
“ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯติดลบอยู่กว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวกองทุนกู้เองได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่เดิมมองว่าถ้ารัฐบาลมีการออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯอีก 1.3 แสนล้านบาท รวมกันเป็น 1.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี พอมีการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันมากขึ้น ก็ต้องให้ทางกองทุนน้ำมันประเมินว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ” แหล่งข่าวกล่าว
ขณะที่ตัวเลขค้ำประกันเงินกู้ วงเงินประมาณ 1.3 แสนล้านบาท จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นราว 1% ซึ่งยังไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP จากปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ระดับ 66%
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นายเอกนิติ รองนายกฯ ไม่ต้องการกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจ เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อฐานะการคลัง ซึ่งเสี่ยงจะกระทบต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศ แล้วจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งภาครัฐและเอกชนไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงนี้ที่สถาบันจัดอันดับเครดิตกำลังเข้ามาประเมินประเทศไทย อย่างบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ที่จะมาในเดือน เม.ย.นี้ และที่ผ่านมาก็มีบริษัท Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ที่เข้ามาแล้ว ทำให้ต้องระมัดระวังในเรื่องฐานะการคลังค่อนข้างมาก
สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ไม่ได้ใช้เงินกู้ เพราะมีเงินงบประมาณที่ปรับมาจากโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต รวมถึงรัฐบาลก็จะออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำงบฯลงทุนที่หน่วยงานใช้ไม่ทันมารวมเป็นงบฯกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อใช้รับมือปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงคราม
ทั้งนี้ ปัจจุบันงบฯกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เหลือแค่ 2-3 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าจะโอนงบฯลงทุนที่เบิกจ่ายไม่ทันมาได้อีกราว 1-2 แสนล้านบาท
“จากที่ดูตอนนี้มีงบฯอยู่ประมาณไม่เกิน 3 แสนล้านบาท ที่อยู่ในข่ายอาจจะออก พ.ร.บ.โอนได้ แต่คงไม่ใช่ได้ทั้งหมด เพราะบางรายการที่จัดซื้อจัดจ้างแล้วแต่ยังไม่ได้ลงนามก็อาจจะโอนไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ทางสำนักงบประมาณกำลังดูอยู่ และหลังมี ครม.ชุดใหม่ ก็จะต้องออกมาตรการขีดเส้นให้เร่งก่อหนี้ผูกพัน ถ้าทำไม่ได้ภายในกำหนดก็จะถูกโอน” แหล่งข่าวกล่าว
สอดคล้องกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรและประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ขณะนี้รัฐบาลเจอปัญหา 3 เด้ง คือรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาพลังงาน 2.เศรษฐกิจไทยโตต่ำลง ผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ 2 เครื่องยนต์หลักอย่างภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบ และเด้งที่ 3 คือรายได้จัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง เพราะกำลังซื้อที่ลดลง
ขณะที่ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาลในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย เสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง
ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาระดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย
“ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่า ๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก”
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า นโยบายของภาครัฐปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกจากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
“การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยค่อนข้างสูงอยู่ที่ 66% ของจีดีพี จากเดิมคาดว่าหนี้จะแตะเพดาน 70% ภายในปี 2570 แต่ปัจจุบันคาดว่าใกล้เพดานเร็วขึ้น ดังนั้นจะมีประเด็นเรื่องอันดับเครดิตเรตติ้งที่ต้องระมัดระวัง โดยภาครัฐอาจจะต้องมีการสื่อสารว่าในระยะสั้นหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงขยับขึ้น แต่ในระยะกลางมีแผนบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง”
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า การเลือกใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากกรมสรรพสามิตถือเป็นแหล่งรายได้หลักอันดับ 2 ของประเทศ สัดส่วน 18.42% ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินในการนำไปพัฒนาประเทศ หรือจัดทำสวัสดิการด้านอื่น ๆ ลดน้อยลง ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการให้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ
โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะประธาน ศปก. เปิดเผยถึงการประชุม ครม.นัดพิเศษ 27 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม ครม.มีมติลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร แต่ทั้งนี้จะต้องรอให้ กกต.อนุมัติก่อน
ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษได้มีการออก 7 มาตรการ รับมือวิกฤตผลกระทบราคาพลังงาน ประกอบด้วย 1.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.ดูแลกลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน ใช้กลไกบัตรสวัสดิการรัฐ เพิ่มเงินเพื่อการอุปโภคบริโภค จากเดิม 300 บาทเป็น 400 บาท 3.ดูแลกลุ่มขนส่ง รถบรรทุก, รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 4.ดูแลกลุ่มเกษตรกร ในการอุดหนุนราคาปุ๋ย รวมถึงการผลักดันให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น 5.ช่วยเหลือกลุ่มประมง ใช้น้ำมัน B20 ต้นทุนถูกลงประมาณ 5-6 บาท 6.ซอฟต์โลนช่วยเอสเอ็มอีวงเงิน 10,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน 7.ช่วยเหลือกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ พิจารณาขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดูเป็นรายกรณี ขณะเดียวกัน ทางสำนักงบประมาณก็จะมีการชดเชยค่า K ให้
อ่านข่าวต้นฉบับ: คลังงัดแผนสกัดถูก‘หั่นเครดิต’ เก็บภาษีวืดเป้า-ธุรกิจกำไรทรุด