บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองหุ้นไทย Q2/69 ผันผวนแต่ไม่หลุด 1,350 จุด ลุ้นปิดปี 1,500-1,530 จุด รับแรงหนุน ICT-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์ ชี้ตลาดโลกยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น กดดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสลงทุนระยะยาว แนะกระจายพอร์ต เน้นสินทรัพย์คุณภาพ รับอานิสงส์ AI-โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ควบคู่ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพสูง
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ยังเผชิญกับสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน นำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ ปัจจัยด้านอุปทานน้ำมันยังคงตึงตัวจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตหลัก รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้แม้สงครามจะยุติ ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับเดิมได้ง่าย เนื่องจากอุปทานในระบบลดลง ขณะที่ความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ตลาดก๊าซธรรมชาติก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยราคาก๊าซในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณหนึ่งในสามของการใช้ทั้งหมด ทำให้มีความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 20%
สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สายการบิน โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ได้รับแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด ได้แก่ ธนาคาร การแพทย์ และสื่อสาร
InnovestX ยังคงแนะนำให้ “Stay Invested, Stay Selective” การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น การลงทุนในระยะยาวมองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ ทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของประเทศหลัก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะถัดไป
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังเติบโตในระดับปานกลาง แต่เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยง Stagflation และอาจบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
ทั้งนี้ อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่
“อินโนเวสท์ เอกซ์ประเมิน GDP ไทยในกรอบ 1.0-1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท “ ดร.ปิยศักดิ์กล่าว
ขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ฉะนั้น หากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ แต่ยังสามารถใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น การผ่อนคลายสภาพคล่องในบางภาคส่วน เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเข้ามาดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบเกือบ 40,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าไฟฟ้าในระยะถัดไป
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว
ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Saches
สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าในระยะสั้นดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวน แต่ไม่น่าจะหลุดระดับ 1,350 จุด โดยคาดว่าอาจเห็นระดับดังกล่าวในช่วงไตรมาส 2/2569 ขณะที่กรอบทั้งปีมองไว้ที่ระดับ 1,500-1,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป
ทั้งนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้
ในระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) แนะนำเน้นการลงทุนเชิง Tactical หรือการเก็งกำไร เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้นตัวเร็วเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง โดยหุ้นที่น่าสนใจแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
ขณะเดียวกัน แนะระมัดระวังแรงขายในหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP
ในระยะกลาง (3-6 เดือน) ตลาดจะเผชิญภาวะ Stagflation จากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินเฟ้อยังฝังตัวและกระทบกำลังซื้อ กลยุทธ์จึงแนะนำ “ทยอยสะสม” หุ้นที่มีความสามารถในการตั้งราคาสูง (High Pricing Power) หรือสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) กลุ่มการแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และกลุ่มพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN, CRC)
ส่วนระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) มองว่าภาวะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยผลักดันราคาน้ำมันแตะระดับสูง จะเป็นตัวเร่งให้ทั่วโลกปรับตัว ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และหันสู่พลังงานทางเลือกมากขึ้น กลายเป็น “New Normal” ด้านพลังงาน กลยุทธ์ระยะยาวจึงแนะนำ “ลงทุน” ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL) ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐและความต้องการของภาคเอกชนในการลดการพึ่งพาฟอสซิล รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) ที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าและ Solar Rooftop
ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และยังกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ควรถือเงินสดหรือกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และรักษาสภาพคล่องเพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับฐานลงในอนาคต
ทั้งนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีที่สงครามยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรง แต่ในระยะสั้นราคาทองคำกลับถูกกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเมื่อใด ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ย
“ตอนนี้ยังไม่มีใครพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากนัก ทำให้ทองคำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้เต็มที่ แต่หากเกิด recession จริง ภาพจะเปลี่ยนทันที” นายสิทธิชัยกล่าว
ส่วนน้ำมันถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความชัดเจนมากที่สุดในระยะสั้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2569 หากสงครามยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลาย ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้ โดยยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นในระยะถัดไปภายใต้เงื่อนไขที่เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มองว่ามีโอกาสไหลเข้าจำกัด เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นแรงกดดันสำคัญ อีกทั้งสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น และเอเชียมีสัดส่วนสูงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนลดลง
อ่านข่าวต้นฉบับ: อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ GDP เสี่ยงชะลอเหลือ 1.4% หุ้นไทย Q2 จ่อทดสอบ 1,350 จุด