สภาผู้บริโภคสะท้อนช่องโหว่ฟีเจอร์ใหม่ “Affiliate Partnerships” ซื้อขายง่ายแต่ไร้คนรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา จี้รัฐเร่งออกประกาศคุมโซเชียลมีเดีย-บังคับยืนยันตัวตนคนขาย มีนาคมนี้
หลังจากเมตา (Meta) ประกาศเปิดตัวระบบที่เปิดให้ครีเอเตอร์แท็กสินค้าจากชอปปี้ (Shopee) ลงในคลิปสั้นเฟซบุ๊ก รีลส์ (Facebook Reels) ได้โดยตรงผ่านระบบเฟซบุ๊ก แอฟฟิลิเอท พาร์ตเนอร์ชิปส์ (Facebook Affiliate Partnerships) ซึ่งทำให้การชมคอนเทนต์กับการซื้อสินค้าเชื่อมถึงกันในคลิกเดียว สภาผู้บริโภค เรียกร้องให้ ETDA เร่งออกประกาศคุมโซเชียลมีเดีย ให้ผู้ค้าและผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตน ให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบเมื่อผู้บริโภคเกิดความเสียหายจากการซื้อสินค้าและบริการ
นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค ระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเส้นแบ่งระหว่างโซเชียลมีเดียกับแพลตฟอร์มซื้อขายกำลังเลือนหายไป เพราะแม้ธุรกรรมการซื้อขายจะไปสิ้นสุดที่แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ แต่เฟซบุ๊กก็ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการซื้อขายจริงแล้ว
“ความท้าทายของระบบนี้คือ แพลตฟอร์มอาจมองตัวเองเป็นเพียงตัวกลางเชื่อมต่อ แต่ในความเป็นจริง ผู้ทำตลาดออนไลน์โดยแปะลิงก์เพื่อโปรโมทสินค้า หรือแอฟฟิลิเอท (Affiliate) คือผู้รับผิดชอบหลักในฐานะผู้ชักชวนให้ซื้อสินค้า ขณะที่ตัวแพลตฟอร์มเองกลับไม่ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายเมื่อเกิดปัญหา” นางสาวนิสรา กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) กำกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์โดยด่วน
นางสาวนิสรา อธิบายว่า กรณีที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าผ่านลิงก์แอฟฟิลิเอทบนเฟซบุ๊กรีลแล้วเกิดปัญหา เช่น สินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา หรือไม่ได้รับสินค้า ความรับผิดชอบจะแบ่งออกอย่างชัดเจน คือ ผู้ที่แปะลิงก์แอฟฟิลิเอทมีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะผู้ชักชวน คล้ายกับอินฟลูเอนเซอร์ที่รับค่าจ้างโปรโมทสินค้า ส่วนปัญหาเรื่องสินค้าและการจัดส่งตกเป็นความรับผิดชอบของผู้ขายบนชอปปี้ ขณะที่เฟซบุ๊กในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งหมด ยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดชอบร่วมอย่างชัดเจน
“คนปักตะกร้าที่ขายสินค้าปลอม ไม่ว่าจะช่องทางใด หากรู้ว่าเป็นสินค้าปลอมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ จะมีความผิดทางกฎหมายเช่นเดียวกับคนขายทั่วไป ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถฟ้อง หรือหากปักตะกร้าสินค้าห้ามจำหน่าย ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. โดยแต่แพลตฟอร์มจะระงับจำหน่ายสินค้า หรือนำสินค้าออกจากระบบหากมีการแจ้ง แต่ในส่วนของมาตรการลงโทษยังไม่มีกฎหมายกำหนดชัดเจน” นางสาวนิสรา กล่าว พร้อมแนะนำว่าหากเกิดปัญหาจากการซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว ผู้บริโภคควรเริ่มต้นด้วยการติดต่อผู้ขายบนชอปปี้โดยตรงและใช้ระบบร้องเรียนของแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากชอปปี้มีนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อและระบบตัวกลางถือเงิน (Escrow Payment) ที่สามารถระงับการโอนเงินให้ผู้ขายได้จนกว่าจะได้รับสินค้า
นางสาวนิสรา ระบุว่า การเร่งออก (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ภายใต้พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 คาดว่าจะช่วยปิดช่องโหว่ได้ โดยหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องดำเนินการตามมาตรการหลายประการ ทั้งการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้ทุกบัญชี การให้ผู้ลงโฆษณาต้องยืนยันตัวตน การยืนยันช่องทางติดต่อ การตรวจสอบและกลั่นกรองโฆษณา รวมถึงการระงับหรือปิดกั้นเนื้อหาที่เข้าข่ายความผิดโดยเร็วเมื่อได้รับแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“การป้องกันตัวเองของผู้บริโภคในตอนนี้กลายเป็นการที่ผู้บริโภคต้องอาศัยความระมัดระวังมากกว่าปกติ แต่ภาครัฐและแพลตฟอร์มต้องลงมือปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้ฝ่ายเดียว” นางสาวนิสรา ระบุ
อย่างไรก็ตาม การออกประกาศดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ก็ต้องมีกลไกบังคับใช้ที่ ชัดเจนและเข้มงวดควบคู่กันไป พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การกำกับดูแลแพลตฟอร์มมีผลในทางปฏิบัติ
ด้านสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า ขณะนี้กฎหมายได้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอความเห็นและร่างประกาศต่อคณะกรรมการ คธอ. โดยคาดว่าจะสามารถออกบังคับใช้ได้ภายในเดือนมีนาคมนี้
ในระหว่างที่รอประกาศฯ มีผลบังคับใช้ นางสาวนิสรา แนะนำให้ผู้บริโภคเริ่มจากการตรวจสอบร้านค้าก่อนทุกครั้ง โดยสังเกตว่าร้านค้ามีชื่อ – ที่อยู่จริง เบอร์ติดต่อ และหมายเลขจดทะเบียนธุรกิจที่ตรวจสอบได้หรือไม่ หากร้านค้าขาดข้อมูลเหล่านี้ให้ระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการโอนเงินตรงเข้าบัญชีส่วนบุคคล และเลือกชำระผ่านช่องทางที่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อ เช่น ตัวกลางถือเงินของแพลตฟอร์ม หรือบัตรเครดิตที่ขอยกเลิกรายการได้ และที่สำคัญไม่ควรตัดสินใจซื้อจากโฆษณาหรือคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง ควรค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นก่อนเสมอ
ทั้งนี้ หากถูกหลอกหรือพบปัญหาให้รีบแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ thaipoliceonline.com หรือสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือสามารถร้องเรียนกับสภาผู้บริโภค ผ่านช่องทาง complaint.tcc.or.th
อ่านข่าวต้นฉบับ: เตือนสาย “ปักตะกร้า” โปรโมตสินค้าปลอมเสี่ยงคุก ชี้แพลตฟอร์มยังลอยตัว
