“เอกนัฏ” กางพิมพ์เขียวเขย่าโครงสร้างพลังงานไทย เตรียมรื้อ “ค่าการกลั่น” หลังพบตัวเลขพุ่งผิดปกติ 13 บาทต่อลิตร ชูนโยบาย Cap เพดานสกัดกำไรลาภลอยคืนสู่กระเป๋าประชาชน พร้อมดัดหลังกลุ่มกักตุนเก็งกำไรด้วยการเปิดข้อมูล Flow น้ำมันแบบ Real-time และเดินหน้ายุทธศาสตร์ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ” แก้ปมวิกฤตขาดแคลนยั่งยืน ลั่น “ถ้าต้องทุบก็ทุบ-ถ้าต้องแทงก็แทง” ย้ำชัดจากนี้ต้องเปลี่ยน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยระบุถึงความชัดเจนภายหลังการเข้าหารือนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการทำงานในกระทรวงพลังงาน ซึ่งนายเอกนัฏยืนยันหนักแน่นว่า “เริ่มคุยกันแล้ว” และแนวทางหลังจากนี้ “จะเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เขาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางเทคนิคของรัฐธรรมนูญไทยที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านในช่วงรอยต่อนี้มีความซับซ้อน
“รัฐธรรมนูญบ้านเราก็แปลกครับ วันนี้สถานะผมเป็น สส. ผมเข้าร่วมประชุมอะไรไม่ได้เลย เพราะติดรัฐธรรมนูญมาตรา 185 อยู่ ต้องรอวันถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่คงไม่ได้ห้ามที่ผมจะแสดงความคิดเห็นใช่ไหมครับ”
นายเอกนัฏแบ่งประเด็นปัญหาพลังงานที่ต้องจัดการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. เรื่องน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ 2. เรื่องไฟฟ้า แต่ในนาทีนี้ ความเร่งด่วนอยู่ที่ “น้ำมัน” เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันระหว่าง “ราคาที่แพง” และ “สินค้าที่ขาดแคลน”
นายเอกนัฏตั้งข้อสังเกตว่า แม้โรงกลั่นจะยืนยันว่ากลั่นน้ำมันเกินกำลังการผลิต และส่งให้คลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่เกินปกติวันละเป็นสิบล้านลิตร (โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล) แต่ทำไมในความเป็นจริง ประชาชนยังต้องไปยืนต่อคิวและพบว่าปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม
เขาชี้เป้าไปที่ “กรมธุรกิจพลังงาน” ซึ่งอยู่คู่กระทรวงมานานกว่า 20 ปี แต่ระบบข้อมูลกลับล้าหลังอย่างน่าประหลาดใจ
“ข้อมูลที่เขารายงานกันอยู่ทุกเดือน มีแค่ปริมาณการสำรองของผู้ค้าเท่านั้น หมายความว่าทุกเดือนมานั่งสรุปบัญชีและรายงานกันว่ามีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ มีข้อมูลแค่นี้ครับ สิ่งที่ควรจะมีคือ Flow (กระแสการไหลของน้ำมัน) ว่าโรงกลั่นผลิตได้เท่าไหร่ ออกจากโรงกลั่นเท่าไหร่ เข้าคลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่ (มาตรา 7) เท่าไหร่ จากผู้ค้ารายใหญ่ไปถึงปั๊มเท่าไหร่ หรือไปสู่ผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์ หรือ มาตรา 10) เท่าไหร่”
แนวทางการแก้ไขที่เขาจะเร่งทำคือการใช้ข้อมูลรายวัน (ที่นายกฯ ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เรียกเก็บมา) นำมาย่อยและเปิดเผยต่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยเน้นข้อมูล 2 ชุดหลัก คือ:
เมื่อถามถึงห่วงโซ่การกระจาย: น้ำมันที่กลั่นเสร็จแล้ว ไหลออกจากโรงกลั่นไปสู่คลัง และไปสู่ปั๊มน้ำมันในปริมาณเท่าใด
นายเอกนัฏกล่าวว่า ถ้าข้อมูลทุกขั้นตอนถูกเปิดเผยออกมาเกือบจะเรียลไทม์ (Real-time) อาจจะอัปเดตวันละ 1-2 รอบ ประชาชนก็จะได้เห็นว่าตกลงน้ำมันอยู่ที่ไหน ทำไมส่งออกมาแล้วถึงรั่วไหล หรือถูกกักตุนอยู่ตรงไหน จากนั้นต้องตามด้วยการป้องปรามอย่างจริงจังแบบไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว
เขาสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าน้ำมันออกจากโรงกลั่นเกินปกติแต่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชน สาเหตุก็มีเพียง 2 อย่าง คือ “กักตุนเก็งกำไร” หรือ “รั่วไหลออกไปตามชายแดนและทางทะเล”
อีกหนึ่งประเด็นที่นายเอกนัฏวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ วิธีการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะเรื่อง “เวลา” ในการประกาศอุดหนุนราคาน้ำมัน
“ปัญหาคือเวลาที่ประกาศว่าจะอุดหนุนเท่าไหร่ มีการประชุมและประกาศกันดึกมาก คือช่วง 23:00 น. หรือเที่ยงคืน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่โปร่งใส ผมบอกแล้วว่ายาที่จะรักษาโรคความแตกตื่นได้ก็คือ ความโปร่งใส”
เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่หน่วยงานมักอ้างว่าต้องรอราคาตลาดสิงคโปร์ (ซึ่งอัปเดตช่วง 19:00 น.) เขาตอบโต้ด้วยมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า ในภาวะที่รัฐอุดหนุนราคาห่างจากตลาดโลกถึง 20 กว่าบาท ความผันผวนเพียงเล็กน้อยของราคาสิงคโปร์ในแต่ละวันไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญจนต้องรอจนดึกดื่น
“ราคาสิงคโปร์สมมติปรับวันละ 2-3 บาทต่อลิตร แต่เราอุดหนุนอยู่ที่ 20 บาท การใช้ข้อมูลของเมื่อวานกับวันนี้ก็ไม่ต่างกันมาก การใช้ข้อมูลของเมื่อวานมาประกาศการอุดหนุนในวันนี้ไม่ได้เสียหายอะไร… ยกเว้นเกิดกรณีราคาสิงคโปร์ปรับลดลง 10-20 บาท เราก็แค่รีบเรียกประชุมใหม่อีกรอบเพื่อประกาศลดราคา แบบนั้นก็เป็นข่าวดีสำหรับประชาชน ถ้าจะลดราคาแล้วประกาศตอน 21:00 น. หรือ 22:00 น. ก็คงไม่มีใครว่าหรอกครับ” นายเอกนัฏกล่าว
ประเด็นร้อนเแรงที่เป็นหัวใจสำคัญของการให้สัมภาษณ์นี้คือความผิดปกติของ “ค่าการกลั่น” (Refinery Margin) ซึ่งนายเอกนัฏระบุว่าเป็นเรื่องแรกที่ต้องเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินความเป็นจริงอย่างมาก
เขาอธิบายว่า ในยามปกติค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดีดขึ้นไปที่ 7 บาท และล่าสุดพุ่งสูงถึง 13 บาทต่อลิตร ซึ่งเขามองว่านี่คือภาระที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่เป็นธรรม
“มันรับไม่ได้อยู่แล้วครับ ไปดูย้อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ได้ ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีปัญหาก็ไม่ได้พุ่งสูงขนาดนี้… ผมเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่นที่เกษียณอายุไปแล้ว เขาก็บอกว่าได้ค่าการกลั่น 2 บาทนี่ก็เก่งมากแล้ว… แต่มันไม่ใช่จาก 2 บาทไปเป็น 7 บาท หรือ 13 บาท มันเกินไปครับ” นายเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏเสนอให้มีการกำหนดกรอบเพดานค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต โดยมองว่าไม่ควรเกิน 3-4 บาทต่อลิตร เพื่อให้นำส่วนต่างมหาศาลนี้กลับคืนสู่ประชาชนได้ 2 ทาง คือ 1. นำไปลดภาระกองทุนน้ำมันที่กำลังติดลบหนัก หรือ 2. นำมาลดราคาขายหน้าปั๊มทันที
“ผมไม่สนใจใครครับ ถ้าต้องทุบก็ทุบ ถ้าต้องแทงก็แทง ในเวลาแบบนี้คนไทยทุกคน ต้องเห็นความลำบากที่เกิดขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการโรงกลั่น ถ้าประชาชนใช้น้ำมันแพงแต่คุณมีผลกำไรเบิกบาน ในช่วงวิกฤตอย่างไตรมาสนี้แล้วประชาชนจะรู้สึกยังไง อยากถูกด่าหรือครับ ผมไม่ได้ห้ามมีกำไร แต่ขออย่าหากำไรเกินควรในเวลาที่ซ้ำเติมวิกฤต” เขาตอบหลังนายสรยุทธ ตั้งคำถามว่า กล้าทุบกลุ่มทุนพลังงาน ทุนโรงกลั่น หรือพ่อค้าน้ำมันหรือไม่ ?
เขายังเสนอระบบที่คล้ายกับ “ภาษีลาภลอย” คือการกำหนดเพดานด้านบนไว้เพื่อป้องกันกำไรที่เกินจริง แต่ในขณะเดียวกัน หากในอนาคตราคาตลาดโลกตกลงจนโรงกลั่นขาดทุน กองทุนน้ำมันก็ควรทำหน้าที่ชดเชยเพื่อให้ผู้ประกอบการมีกำไรที่เป็นธรรม
สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว นายเอกนัฏชูโมเดล “คลังน้ำมันสำรองของประเทศ” โดยเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบสำรองน้ำมันเป็นของรัฐบาลเอง ทำให้สามารถอัดฉีดน้ำมันเข้าระบบได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต ผิดกับประเทศไทยที่ปัจจุบันใช้วิธีการบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรอง
“วันนี้เงินกองทุนถูกใช้แทบจะผิดประเภท… เหมือนตอนต้มยำกุ้งที่มีกำลังนิดเดียวแต่ไปสู้ กองทุนน้ำมันก็เหมือนกัน วิกฤตทำให้ราคาพุ่ง เราไปอุดไว้ วันนึงเสียเงินเป็นพัน ๆ ล้าน ถ้าต้องเสียเงินขนาดนี้ เราควรไปลงทุนสร้างคลังน้ำมันสำรองของประเทศ”
เขามองว่าการลงทุนสร้างหรือเช่าคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ จะเป็นกลไกที่ยั่งยืนกว่าการนำเงินกองทุนไปละลายกับส่วนต่างราคาที่รัฐควบคุมไม่ได้
ในช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ นายเอกนัฏได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันไปยังกลุ่มผู้ค้าที่กำลังกักตุนน้ำมันเพื่อรอเก็งกำไร โดยยืนยันว่า หากเขาสามารถลดค่าการกลั่นลงได้ สิ่งแรกที่จะทำคือการลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที
“ผมขอฝากส่งสัญญาณผ่านรายการพี่ยุทธตอนนี้เลยครับ สำหรับพวกที่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรอยู่ อย่าคิดว่าราคาน้ำมันมีแต่ขาขึ้นนะครับ มันลงได้นะครับ ถ้าลดราคาลงมา จะเป็นฝันร้ายของพวกที่คิดกักตุนเก็งกำไรเลย จากเดิมคุณซื้อมา 33 บาท หวังขาย 39 บาท มันอาจจะสวนทางกัน กลายเป็นคุณซื้อมา 41 บาท แล้วต้องยอมขายในราคา 35 บาทก็ได้ ผมเตือนสติไว้เลยนะครับ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘เอกนัฏ’ ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย เตรียมรื้อ “ค่าการกลั่น” สกัดกำไรลาภลอย-ดัดหลังพวกกักตุน