ไม่มีเสียงใดจะดังและทรงพลังไปกว่าเสียงของชายที่กุมบังเหียน JPMorgan ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เจมี่ ไดม่อน นักการเงินการลงทุน และนักยุทธศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตรอยร้าวของ “อเมริกันดรีม” มานานหลายทศวรรษ กับบทสัมภาษณ์ล่าสุดในจากสำนักข่าว CBS Evening News
เจมี่ฝานเปลือกความจริงเกี่ยวกับนโยบายที่ล้มเหลวของอเมริกา สมองเทียมที่คลืบคลานเข้าอย่าง AI และความเชื่อมั่นในระบอบทุนนิยมในยุคสงคราม
เขาฉายภาพความย้อนแย้งของสหรัฐอเมริกา ยอมรับว่าอเมริกาคือ “ชาติที่มั่งคั่งที่สุดเท่าที่โลกเคยพบเจอ” แต่ในความมั่งคั่งนั้นกลับมีความขมขื่นซ่อนอยู่
“ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา หากคุณมองไปที่ความจริง รายได้ของกลุ่มคนชั้นล่างสุด 1 ใน 3 ของประเทศแทบไม่ได้ขยับขึ้นเลย”
เขาระบุว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่มันคือคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว “คุณไม่ได้กลับบ้านไปแล้วต้องกังวลเรื่องอาชญากรรม คุณไม่ต้องกังวลเรื่องโรงเรียนของลูก แต่สำหรับคนที่นั่น (ในเมืองที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่ห่างไกล) พวกเขาต้องกังวล”
เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตเพียง 2% ต่อปีในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไดม่อนชี้เป้าไปที่ ‘นโยบาย’ ของรัฐบาลอย่างไม่เกรงใจ
“หากเราโตได้ 3% แทนที่จะเป็น 2% เราจะมี GDP เพิ่มขึ้นถึง 20,000 ดอลลาร์ต่อคน เงินจำนวนนั้นสามารถจ่ายค่าชดเชยและแก้ปัญหาได้มหาศาล… ผมคิดว่าเรามีนโยบายแย่ๆ มากมาย ที่ทำให้การเติบโตในอเมริกาแย่ลง”
สำหรับเขา Growth คือ เครื่องจักรที่สร้างทุกอย่าง ตั้งแต่การสะสมทุน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงผลิตภาพแรงงาน แต่สิ่งที่เราทำผิดพลาดคือการละเลยการสร้างทักษะให้กับเยาวชนในโรงเรียนเขตเมือง ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือรากฐานของปัญหาทั้งหมด
จากการสำรวจที่พบว่าคนอเมริกันรุ่นใหม่เริ่มมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ ‘โซเชียลลิสต์’ มากขึ้น ไดม่อนโต้ฉับพลันว่านั่นคือความคิดที่ “ผิดอย่างมหันต์”
“ข้อเท็จจริงคือ ทุนนิยมได้ฉุดดึงผู้คนหลายพันล้านคนให้พ้นจากความยากจน คนที่ก่นด่าว่าคือความล้มเหลวของทุนนิยม แท้จริงแล้วคือความล้มเหลวของ ‘มนุษย์’ ต่างหาก…บางคนเห็นแก่ตัว บางคนนึกถึงแต่ตัวเอง แต่นั่นคือความจริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังคมคอมมิวนิสต์หรือทุนนิยม”
ไดม่อนพยายามชี้ให้เห็น ว่าเรากำลังถูกสะกดจิตด้วยความคิดที่ว่า ทุกอย่างแย่ลง ทั้งที่ในความเป็นจริง “ผู้คนมีอายุยืนขึ้น ทุกคนมีเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ปลอดภัยขึ้น” แต่สิ่งที่หายไปคือความมั่นใจในอนาคต ความสามารถในการเป็นเจ้าของบ้าน และความภาคภูมิใจในงานที่มีศักดิ์ศรี
ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ ไดม่อนมองว่าโลกอยู่ในจุดที่ สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่มันคือ “ฟางสองสามเส้นที่วางลงบนหลังอูฐ”
ความกังวลต่อบทบาทของอิหร่านและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อาจชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก “หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด มันจะเป็นปัญหาที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจโลก อิหร่านจะมีอำนาจยับยั้งการจราจรทางน้ำแทบทั้งหมด”
ไดม่อนพูดย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์ ว่าโลกไม่เคยปลอดภัย และเราถูกหลอกให้ตายใจมานานจนกระทั่งรัสเซียบุกยูเครน
“รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ และจีน มีแผนการที่แตกต่างออกไปสำหรับโลกที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย”
AI: The Jetsons
The Jetsons คือ การ์ตูนแอนิเมชันซิตคอมอเมริกันแนวไซไฟ-คอมเมดี้ ผลิตโดย Hanna-Barbera ออกอากาศครั้งแรกในปี 1962 เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวแห่งอนาคตที่ใช้ชีวิตในเมืองลอยฟ้าปี 2062 เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น หุ่นยนต์แม่บ้าน, รถยนต์บินได้ และวิดีโอคอล ซึ่งเป็นคู่ขนานยุคอวกาศของเรื่อง The Flintstones
เมื่อหัวข้อเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของ AI ไดม่อนเผยให้เห็นทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง เขาทำนายภาพในอนาคตที่ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า หากมองภาพไม่ออก ให้นึกถึง The Jetsons “ลูกหลานของคุณอาจจะทำงานเพียง 3 วันครึ่งต่อสัปดาห์ และพวกเขาอาจจะมีอายุยืนถึง 100 ปี”
เขามั่นใจว่า AI จะช่วยรักษามะเร็ง สร้างวัสดุใหม่ๆ และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ความเสี่ยงคือ ‘ความเร็ว’ ของการเปลี่ยนผ่าน “หากมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป สังคมอาจรับแรงกระแทกอย่างรุนแรง หน้าที่ของผมไม่ใช่การเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คือการมองหาความเป็นไปได้ที่หลากหลายและเตรียมพร้อมรับมือ”
สำหรับคนที่กังวลว่าจะถูก AI แย่งงาน ไดม่อนให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า ระบบมักจะสร้างงานใหม่เสมอในยามที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี “ตอนนี้เราขาดแคลนช่างเชื่อม เราขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เราขาดแคลนแรงงานในการผลิตขั้นสูง… นโยบายที่ดีคือทางออก ไม่ใช่การมานั่งร้องไห้ฟูมฟาย”
ในฐานะคนที่เติบโตมาจากย่านควีนส์ ไดม่อนฝากคำแนะนำถึงเยาวชนรุ่นใหม่ไว้อย่างคมคายว่า ความรู้ไม่ได้มาจากอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดีย แต่อยู่ที่การ “เรียนรู้ที่จะคิด”
“จงมีความกระหายใคร่รู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกใบนี้ อ่านนักเขียนความคิดเห็นทั้งจากฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฝึกคิดอยู่ตลอดเวลา… และจงมี EQ เรียนรู้วิธีการสื่อสาร เรียนรู้ที่จะมีหัวใจ ทำให้ผู้คนเชื่อใจคุณ”
ทั้งพูดติดตลกว่าเด็กสมัยนี้ดู “เคล็ดลับธุรกิจ” จากอัลกอริทึมบนมือถือ “มันไม่ได้ผลหรอก มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
ประเด็นที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือจุดยืนเรื่องการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ ไดม่อนอธิบายว่าอาชีพเกือบทุกอย่างคือ “ระบบศิษย์มีครู” (Apprenticeship System) ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านหน้าจอ Zoom
“คุณเรียนรู้ทักษะของคุณ เพราะคุณเคยเป็นนักข่าวรุ่นน้องที่คอยดูรุ่นพี่รับมือกับคำถามที่ยากลำบาก… เราเห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อพวกเขาไม่เข้าออฟฟิศ พวกเขาไม่ได้พัฒนา EQ ไม่ได้รับมอบหมายงานสำคัญ”
ปิดท้ายในฐานะผู้นำตลาดเสรีว่า:
“เรื่องการทำงานทางไกลเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนจะพูดกันว่า ‘อ๋อ ติดต่อเขาไม่ได้ครับ เขาไปทำธุระอยู่’ พอผมโทรหาพนักงาน บางทีก็ได้คำตอบว่า ‘อ๋อ เขาออกไปข้างนอกครับ โทนี่ออกไปเดินเล่นอยู่ ลองโทรเข้ามือถือเขาสิ’
แถมในมุมมองของผม มันยังสร้างเรื่องการเมืองในที่ทำงานขึ้นมาเยอะมากเวลาที่คุณต้องมาประชุมกันผ่านหน้าจอแบบ ‘Hollywood Squares’ (กรอบสี่เหลี่ยมบน Zoom/Teams) แทนที่จะได้คุยกันตรงๆ ผมกลับเห็นคนนั่งจ้องมือถือ ส่งข้อความ หรือแม้แต่แอบดูหนัง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับผม จนในที่สุดผมก็บอกว่า ‘เราจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกต่อไป’
แต่เราก็ยังยอมรับความยืดหยุ่นในระดับที่เหมาะสมนะ เพราะช่วงโควิดสอนให้เรารู้ว่าความยืดหยุ่นนั้นเป็นเรื่องดี เราผ่อนปรนให้มากขึ้นโดยเฉพาะกับคนที่มีภาระต้องดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณพ่อ หรือคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา แต่เราเชื่อว่าเราจะรันธุรกิจได้ดีกว่า บริการลูกค้าได้ดีกว่า และแชร์ข้อมูลกันได้ทั่วถึงกว่าเมื่อมาอยู่ที่ออฟฟิศ
JPMorgan เป็นเหมือน ‘โครงข่ายประสาท’ (Neural Network) และโครงข่ายนี้จะเริ่มพังทลายลงเมื่อคุณติดต่อใครไม่ได้เลย… ถามว่านี่มาจากข้อมูลหรือความรู้สึกน่ะเหรอ? ก็ทั้งคู่แหละ
แต่อย่างที่ผมบอก คุณอยากสร้างบริษัทแบบนี้ ส่วนผมจะสร้างอีกแบบหนึ่ง มันคือตลาดเสรี ถ้าคุณไม่อยากทำงานแบบบริษัทผม คุณก็ไม่ต้องทำ หรือถ้าคุณไม่อยากทำตามแบบบริษัทคุณเอง ก็ไม่ต้องทำ แต่ผมจะบอกอะไรคุณอย่างหนึ่งนะ… บริษัทผมจะขยี้คุณแน่นอน”
อ่านข่าวต้นฉบับ: “อเมริกันดรีม” ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ