ภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ผันผวนหนัก จากสงครามตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯต้องงัดมาตรการ “Circuit Breaker” หรือหยุดพักการซื้อขายเป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ 4 มี.ค. หลังจากดัชนีปรับตัวลงหนักถึง 117.52 จุด (-8.01%) โดย SET Index ลงไปที่ 1,348.99 จุด
อย่างไรก็ดี มาถึงปลายเดือน SET สามารถประคองตัวยืนเหนือ 1,400 จุดมาได้ แต่ต่างชาติกลับมาขายสุทธิในเดือน มี.ค. 35,645.44 ล้านบาท (ณ 30 มี.ค.) หลังจากช่วงก่อนหน้านี้เงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าค่อนข้างมากจากปัจจัยที่มีการเลือกตั้ง และคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพ
มองต่อไปข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบทะยานทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปแล้ว จากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน และยังไม่เห็นทางลง แนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 2/2569 ว่าตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนั้น การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้น และอาจส่งผลกระทบไปยังทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก
ทำให้ระยะสั้นตลาดยังคงผันผวน และบางช่วงอาจอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจึงแข็งค่าขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นนอกสหรัฐโดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง
สำหรับหุ้นไทย “สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า ตลาดให้น้ำหนักกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของสงคราม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุนและการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละกลุ่ม หากสถานการณ์ตึงเครียด หุ้นกลุ่ม Defensive เช่น สื่อสารและพลังงานจะได้รับความสนใจ แต่หากสงครามคลี่คลายจะเห็นแรงเก็งกำไรกลับเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ เช่น GULF, AOT และ DELTA สะท้อนพฤติกรรมการลงทุนที่ยังคงเน้น “เล่นรอบ” ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) แนะนำเน้นการลงทุนเชิง Tactical หรือการเก็งกำไร เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้นตัวเร็วเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง หุ้นที่น่าสนใจแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับลดลงแรง หรือมีฐานลูกค้าในตะวันออกกลาง เช่น สายการบิน, โรงไฟฟ้า, โรงพยาบาลระดับบน และกลุ่มท่องเที่ยว
2.หุ้นที่ได้อานิสงส์จากความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานที่ลดลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ 3.หุ้นที่มีโอกาสเกิดแรงซื้อคืน (Short Covering) โดยเฉพาะหุ้นใน SET50 ที่ก่อนหน้าถูกขายชอร์ตและราคาปรับตัวลงแรง
อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นต้องระมัดระวังแรงขายในหุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP)
ขณะที่ระยะกลาง (3-6 เดือน) ตลาดจะเผชิญภาวะ Stagflation จากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินเฟ้อยังฝังตัวและกระทบกำลังซื้อ กลยุทธ์จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นที่มีความสามารถในการตั้งราคาสูง (High Pricing Power) หรือสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เช่น กลุ่มสื่อสาร การแพทย์ และธุรกิจที่มีการแข่งขันต่ำ
ส่วนระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) มองว่าตลาดจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากบทเรียนราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งจะเร่งให้ทั่วโลกลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และหันไปสู่พลังงานทางเลือกมากขึ้น จึงแนะนำซื้อลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือก รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
“นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และยังกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ควรถือเงินสดหรือกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และรักษาสภาพคล่องเพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับฐานลงในอนาคต”
บล.กสิกรไทยระบุถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่ทำได้เร็วขึ้นว่า บล.กสิกรไทยมีมุมมองที่เป็นบวกต่อพัฒนาการทางการเมืองที่เอื้ออำนวยดังกล่าว 1.การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองกำลังดำเนินไปเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยคาดว่าระยะเวลาตั้งแต่การเลือกตั้งจนถึงการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจะอยู่ที่ประมาณ 40 วัน เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 100 วัน
2.คาดว่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เช่น โครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน เฟส 2 สามสัญญา (1.17 แสนล้านบาท) มอเตอร์เวย์ M5 (3.2 หมื่นล้านบาท) และมอเตอร์เวย์ M9 (1.6 หมื่นล้านบาท) จะเข้าสู่กระบวนการประมูลในไตรมาส 2-3/2569 ซึ่งหุ้น CK และ STECON ต่างมีโอกาสอย่างน้อย 20% ที่จะชนะประมูลโครงการเหล่านี้
3.ความเข้มข้นของการแข่งขันลดลง หลังจากบริษัทรับเหมาขนาดกลางหลายรายถอนตัวหรืออ่อนแอลง ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมการประมูลที่สมเหตุสมผลมากขึ้น และช่วยให้ผู้เล่นชั้นนำอย่าง CK และ STECON สามารถรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ในระดับปานกลาง โดย บล.กสิกรไทย แนะนำ “ซื้อ” STECON ที่ราคาเป้าหมาย 15.28 บาท และ “ซื้อ” PYLON ที่ราคาเป้าหมาย 4.32 บาท เนื่องจากมีการกระจายโครงการที่ดีกว่า ทั้งในภาครัฐและเอกชน
ด้าน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) คงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,500 จุด อิงจากค่า P/E เป้าหมายที่ 16 เท่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
โดยเฉพาะสงครามในอิหร่านจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มตลาดในระยะสั้น แต่การวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการรับมือ
โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการพลังงาน และแนวโน้มการฟื้นตัวจากแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับ: โบรกฯอ่านเทรนด์ SET ชูลงทุนฝ่าวิกฤตสงคราม-น้ำมันแพง