สินค้า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือจีไอ ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างชัดเจนมากขึ้น ภายใต้บทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่ได้มองสินค้าจีไอเป็นเพียง “ของดีประจำถิ่น” แต่เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันไทยมีสินค้าจีไอรวม 254 รายการ และมีมูลค่าทางการตลาดรวมสูงถึง 115,224 ล้านบาท สะท้อนว่าสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นกำลังกลายเป็นฐานรายได้สำคัญของเกษตรกร ผู้ผลิตรายย่อย และผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับคุณภาพ เรื่องราว และแหล่งที่มาของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของสินค้าจีไอในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่ที่จำนวนการขึ้นทะเบียนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้สินค้าเหล่านี้ “ขายได้จริงและเติบโตได้ยั่งยืน” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมเริ่มขยับมุ่งเป้าในมิตินี้อย่างชัดเจน ผ่านการคุมคุณภาพ การใช้ตรารับรอง การตรวจสอบย้อนกลับด้วยระบบ GI SMARTTRACE ตลอดจนการขยายตลาดผ่านห้างค้าปลีก งานแสดงสินค้า และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ หากเดินหน้าต่อได้ครบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สินค้า GI ไทยก็มีศักยภาพจะกลายเป็นมากกว่าของดีประจำถิ่น แต่เป็น “ทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างมีพลัง
ล่าสุด นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าและการส่งเสริมสินค้าจีไอ พร้อมทั้งเผยถึงความคืบหน้าภารกิจส่งเสริมสินค้า GI ไทยในปี 2569 ว่ากรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าจีไออย่างมาก เพราะเราเชื่อว่าเจ้าของที่แท้จริงของ GI คือชุมชน
การผลักดัน GI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยมุ่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในท้องถิ่นให้สามารถใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ของสินค้าในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางการตลาดอย่างยั่งยืน
ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 กรมสามารถขึ้นทะเบียน GI ไทยได้แล้ว 8 รายการ ได้แก่ 1) ชมพู่คลองหาด (สระแก้ว) 2) ส้มโอเวียงแก่น (เชียงราย) 3) ปลานิลสายน้ำไหลเบตง (ยะลา) 4) กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต 5) ครกดินเผาบ้านกลาง (นครพนม) 6) ผ้าย้อมครั่งลำปาง 7) ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ และ 8) แตงโมหวานยโสธร ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI 254 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 115,224 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี กรมตั้งเป้าผลักดันสินค้าจีไอเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมอีก 18 รายการ เช่น ปลาสลิดบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่า พิษณุโลก เนื้อคราม สกลนคร นมวาริช (สกลนคร) เป็นต้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการตลาดได้ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท และทำให้สิ้นปี 2569 ประเทศไทยมีสินค้า GI รวม 272 รายการ มูลค่ารวมกว่า 117,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสขยายตลาดและการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่เวทีโลก โดยในปี 2569 สามารถผลักดันสำเร็จไปแล้วคือ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันไทยมีสินค้าจีไอที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว 11 รายการ ครอบคลุม 33 ประเทศ ตัวอย่างเช่น ข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังมีคำขอค้างพิจารณาอีก 8 รายการใน 3 ประเทศ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์ ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และในปีนี้กรมเตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย
งานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้จบเพียงแค่ “การขึ้นทะเบียน” แต่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานตรงตามคุณลักษณะที่จดทะเบียนไว้ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ที่จัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 210 รายการ หรือคิดเป็น 83% ของสินค้า GI ทั้งหมด และมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยกว่า 17,918 ราย
ทั้งนี้ กรมยังมีแผนทยอยเข้าไปดูแลกลุ่มที่เหลือ ซึ่งจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังเน้นจะทำระบบ GI SMARTTRACE หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยระบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลของสินค้าได้อย่างสะดวกผ่านการสแกน QR Code บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงแหล่งที่มา พื้นที่ผลิต แหล่งเพาะปลูก หรือแหล่งเลี้ยง ตลอดจนเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะของสินค้าแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน
ปัจจุบันกรมได้ดำเนินการระบบดังกล่าวแล้วในสินค้า GI จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) และมังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) ซึ่งถือเป็นต้นแบบการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยในระยะต่อไป กรมมีแผนจะขยายไปยังสินค้า GI รายการอื่นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าผู้ประกอบการและชุมชนในหลายพื้นที่ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาด และช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยให้แข่งขันได้ดีขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับในส่วนของการส่งเสริมการตลาด กรมได้เร่งขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจัดงาน GI Market 2026 ระหว่างวันที่ 23-29 มีนาคม 2569 ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า นำผู้ประกอบการ GI กว่า 70 รายมาจำหน่ายสินค้า ซึ่งมียอดขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 800,000-1,000,000 บาท พร้อมกันนี้ยังมีแผนนำผู้ประกอบการไทยไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทั้งที่จีน เวียดนาม และมาเลเซีย รวมถึงสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายในประเทศ นอกจากนี้ กรมยังได้ร่วมกับไปรษณีย์ไทยจัดโปรโมชั่นลดค่าขนส่งสินค้า GI ลง 64% เริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลางก่อน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น สาขาที่ร่วมโครงการกว่า 400 แห่ง
กรมยังเดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้กับการสื่อสารและการรับรู้สินค้า GI ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนหลากหลายรูปแบบ เช่น การลงนามความร่วมมือกับผู้ผลิต ซีรีส์วาย บริษัท โมโจลิฟวิ่ง เพื่อสอดแทรกเรื่องราวและอัตลักษณ์ของสินค้า GI ไทยผ่านคอนเทนต์บันเทิง ผ่านเรื่องราวในบทละครซึ่งผู้ผลิต นักแสดงพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าชุมชนไทยไปสู่สายตาโลก รวมถึงการร่วมกับจังหวัดภูเก็ต หอการค้า และภาคประมง ส่งเสริมกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต ให้เชื่อมโยงกับเทศกาลท่องเที่ยวและร้านอาหารในพื้นที่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้มอง GI เพียงในฐานะเครื่องหมายคุ้มครองสินค้า แต่เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมี่ยมทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าการผลักดัน GI อย่างครบวงจรจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และทำให้รายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปั้น GI ไทยโกยรายได้กว่าแสนล้าน เร่งขึ้นทะเบียน-โปรโมตผ่านซีรีส์วาย