รัฐบาลอนุทิน 2 ไม่มีฮันนีมูน ถวายสัตย์เสร็จปุ๊บประชุม ครม.นัดพิเศษปั๊บ งัดใช้ พ.ร.ก.แก้ขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ดีเดย์หลังสงกรานต์ 20 เม.ย. ปิดปั๊มหลัง 4 ทุ่ม ให้ขายแค่ E20-B20 ตัดงบประมาณโยกช่วยบรรเทาพิษน้ำมันแพง นายกฯ เตรียมใช้มาตรการประหยัด ปรับวิถีชีวิต New Normal ผ่านช่วงเวลายากลำบาก ชี้ถึงสงครามยุติแต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟู พลังงาน-ปิโตรฯ ขาดแคลนไปอีกระยะ แถมคลังเงินหมดเก๊ะ กู้ก็ยาก ด้าน “เอกนัฏ” ประชุม กบง.ทันควัน รีดโรงกลั่นลดราคาดีเซล B7-B20 ลิตรละ 2 บาท เตรียมใช้ไม้แข็ง คุมเวลาเปิด-ปิดห้าง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ 6 เมษายน 2569 ว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะบรรเทาภาระและความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าชธรรมชาติ ปุ๋ย เม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับราคาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย สถานการณ์ความขัดแย้งยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ยกระดับการโจมตีทั้งแหล่งผลิต โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และระบบขนส่งน้ำมัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติทั่วภูมิภาค
เมื่อเป็นเช่นนี้ในอนาคตเหตุการณ์อาจจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าชธรรมชาติในภูมิภาคนี้ก็ยังคงใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ ดังนั้นราคาของพลังงานและการขาดแคลนปิโตรเคมีก็จะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือต่อไป
“ผมและ ครม.ชุดใหม่ขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ปัญหาและหาทางช่วยเหลือและรักษาประโยชน์ของประชาชนให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปด้วยกันให้ได้ พวกเราจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและทำงานเพื่อพวกท่าน เพราะเรามาจากพวกท่าน” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบฯ มาใช้ช่วยเหลือลดผล กระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก รัฐบาลจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะได้สื่อสารรายละเอียด และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าผ่านพ้นไปด้วยดีภายในสัปดาห์นี้
เมื่อถามว่าที่ประชุม ครม.ไม่มีมติเรื่องลดค่าการกลั่นและภาษีสรรพสามิตใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและกำหนดหลักเกณฑ์ราคาโครงสร้างน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กำลังดำเนินการ ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้อำนาจของนายกฯ ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 อาจมีบางส่วนจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ซึ่งให้คำยืนยันว่า ตนพร้อมที่จะรับผิดชอบและจะดำเนินการในอำนาจตามขอบเขตที่มี
นายอนุทินกล่าวถึงความชัดเจนมาตรการเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันว่า กำลังดำเนินการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน มีช่วงเวลาที่จะดำเนินการ ซึ่งหากใช้มาตรการปิดปั๊มช่วง 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับมาตรการเปิดปิดสถานีบริหารน้ำมันตามเวลานั้นไม่ใช่ปิดจำหน่ายและให้บริการทั้งหมด แต่จะทำในรูปแบบเปิดขายน้ำมันบางประเภท บางช่วงเวลา โดยคาดว่าจะกำหนดให้ขายเฉพาะน้ำมันดีเซล B20 คือเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล และน้ำมัน E20 อย่างเดียว เฉพาะช่วงเวลา 22.00-05.00 น. นอกเหนือจากนี้ห้ามขายในเวลาดังกล่าว ทั้งนี้มาตรการปิดปั๊มไม่ใช่ปิดให้บริการทั้งหมด แต่เป็นการกำหนดประเภทน้ำมันที่จะขายในช่วงเวลาเท่านั้น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุถึงแนวทางการใช้เครื่องมือประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันว่า จะมีการกำหนดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนประกาศใช้
“มาตรการที่รัฐจะออกมามีจุดประสงค์เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ประชาชนค่อย ๆ ปรับตัว เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้จะยาวและกว่าจะฟื้นอีกนาน เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 50% ฉะนั้นเชื่อว่าจะต้องเกิดผลกระทบทางตรงอย่างแน่นอน และรัฐบาลจะอุ้มราคาด้วยการกู้เงินมาชดเชย หรือค้ำประกัน ระยะยาวคงไม่สามารถทำได้” แหล่งข่าวกล่าว และว่า ฉะนั้น มาตรการที่รัฐจะออกมาต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนเริ่มปรับตัว และอยู่ได้แบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้ตนไปดำเนินการต่อ โดยมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งแนวทางทำให้ราคาน้ำมันลดลงจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่น้ำมันขึ้นเพราะราคาตลาด และอีกส่วนเพราะสถานะปัจจุบันที่นำเงินกองทุนไปแบกรับภาระ เพื่อให้น้ำมันถูกลงสำหรับประชาชน ไม่ใช่แบกกำไรของโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงที่ตลาดสิงคโปร์ผันผวน ราคาเพิ่มสูงผิดปกติ
ส่งผลให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเราได้เรียกต้นทุนจากทุกโรงกลั่นมาดูว่าเมื่อหักกลบค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าพรีเมี่ยมที่แพงขึ้นแล้ว ค่าการกลั่นยังมากผิดปกติ ก็ทำได้ 2 แนวทาง คือ 1.ให้เอากำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินคืนกลับมา จะรูปแบบใดก็แล้วแต่ ซึ่งตนยืนยันว่ามันมีวิธี ไม่ใช่เรื่องของการบริจาคอย่างเดียว 2. กบง.สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ไปกดราคาหน้าโรงกลั่นได้เลย
เมื่อถามว่าที่บอกว่าแพงขึ้นผิดปกติคือเท่าไหร่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาไม่เกิน 3 บาท แต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท เดือนเมษายนผ่านมาเพียง 6 วันค่าการกลั่นพุ่งไป 16-17 บาท ถือว่าผิดปกติ ปัญหาวันนี้คือ ราคาหน้าโรงกลั่นไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ แต่กลับอ้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน โรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับบีบให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง
นายเอกนัฏ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กบง. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ว่า กบง.จะอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น โดยจะเป็นกลไกใหม่ กล่าวคือ นำราคาที่อ้างอิงที่สิงคโปร์ มาลดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลงลิตรละ 2 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาหน้าปั๊ม ลดลง 2.14 บาท/ลิตร หรืออาจจะลด B20 มากกว่านั้น
โดยหลังจากนี้ จะมีการลงในราชกิจจานุเบกษา และเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อพิจารณาลดราคาขายลง โดยกองทุนจะมีการชดเชยให้กับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยเหลือรถบรรทุกและรถขนส่ง
“ภายในวันที่ 20 เมษายนนี้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินให้มีการเปิดหัวจ่ายน้ำมัน B7 และ B20 ให้เพียงพอรองรับการใช้บริการบนถนนสายหลัก ทุก ๆ 100 กิโลเมตร”
นายเอกนัฏ ยังกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนดในเดือน พ.ค. จะ ประเมินความจำเป็นในการใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ เช่น การกำหนดเวลาเปิดและปิดห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน เพื่อลดการใช้พลังงานในประเทศ เป็นต้น
สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งมีการใช้ครั้งแรกในยุคนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงเดือนธันวาคม 2516 ทั้งนี้ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวที่รัฐบาลอนุทินนำมาใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานนั้น หัวใจสำคัญอยู่ในมาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1) การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรองและการส่งออกนอกราชอาณาจักรและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด (2) การผลิตหรือการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น
(3) การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น หรือการดำเนินกิจการที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น เช่น กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขการดำเนินกิจการโรงงาน กำหนดวันเวลาในการเปิดและปิดและเงื่อนไขในการดำเนินกิจการของโรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สถานบริการ ภัตตาคาร หรือสถานบันเทิงอื่น ๆ กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขในการใช้ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะที่ใช้ในกิจการสาธารณะหรือยานพาหนะส่วนบุคคล การใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร ในการโฆษณาและในสถานที่อื่น ๆ และ (4) การปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด
ส่วนบทลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายกฤษดา ชวนะนันท์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” กรณีที่กรมการค้าภายในได้ออกประกาศกำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ต้องขออนุญาต มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไปว่า ส่งผลในทางปฏิบัติ “ไม่ต่างจากการห้ามส่งออก” เพราะยังไม่มีรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ขณะที่ผลผลิตปาล์มกำลังเข้าสู่ช่วงพีกในเดือนเมษายน-มิถุนายน แต่ช่องทางระบายกลับถูกจำกัด และเมื่อดูโครงสร้างตลาดปาล์มน้ำมันของประเทศไทย พึ่งพา 3 เสาหลัก ได้แก่ การบริโภคในประเทศ ไบโอดีเซล และการส่งออก ซึ่งปกติแต่ละส่วนรองรับประมาณ 1 ใน 3 แต่เมื่อขาส่งออกถูกปิด ระบบทั้งห่วงโซ่จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงเสียสมดุลทันที
ส่วนมาตรการส่งเสริม B20 แม้เป็นความพยายามดูดซับอุปทานส่วนเกิน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาวัตถุดิบคือ “เมทานอล” ที่มีต้นทุนสูงและขาดแคลนในตลาดโลก หลังหลายประเทศเร่งเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเช่นกัน ทำให้การขยาย B20 อาจไม่เกิดขึ้นได้เต็มศักยภาพในเชิงราคา
“ปกติไทยจะส่งออก CPO ราว 1.2 ล้านตันต่อปี โดยกว่า 80% อยู่ในช่วงฤดูกาลผลผลิต (เมษายน-กรกฎาคม) แต่ปีนี้คำสั่งซื้อใหม่เริ่มชะงัก เนื่องจากความไม่ชัดเจนของมาตรการ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำมันปาล์มล้นระบบได้”
อย่างไรก็ดี โรงสกัดกำลังตกอยู่ในสถานะ “ถูกบีบสองด้าน” ระหว่างนโยบายรัฐที่ต้องการพยุงราคาผลปาล์มเกษตรกร และการควบคุมราคาน้ำมันปาล์มขวดเพื่อผู้บริโภค ทำให้ภาระต้นทุนตกอยู่ที่ผู้ประกอบการกลางน้ำ
จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับกลไกการค้าจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และป้องกันวิกฤตราคาปาล์มในประเทศระยะถัดไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: งัด พ.ร.ก.คุมนํ้ามันบีบโรงกลั่น เคอร์ฟิวปั๊มคุมเวลาเปิด-ปิดห้าง