เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2026 ธนาคารโลก (World Bank) แถลงข่าวก่อนการเปิดตัวรายงานอัพเดตเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and Pacific Economic Update) ฉบับเดือนเมษายน
นายอาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กลุ่มวิจัยเพื่อการพัฒนาของธนาคารโลก ระบุว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาค คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.2 ในปี 2026 จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2025 โดยเป็นผลจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ลง เหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ในฉบับเดือนตุลาคม 2025 นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในอาเซียน
นายอาดิตยากล่าวถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถึงจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามระดับการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม และความยืดหยุ่นของนโยบายเศรษฐกิจ หากความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ก็อาจส่งผลให้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและการเติบโตของภูมิภาคหดตัวลง
โดยวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางสงครามอิหร่าน จะส่งผลกระทบมากที่สุดต่อประเทศที่ยากจน เนื่องจากราคาค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
ประเทศไทย ลาว มองโกเลีย และกัมพูชา รวมถึงประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก คือ กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในแง่ของความเปราะบาง โดยสะท้อนให้เห็นจากความต้องการเงินทุนจากภายนอกเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยประเทศเหล่านี้ นำเข้าน้ำมันและก๊าซรวมทั้งหมด มากกว่าฟิลิปปินส์ถึงสองเท่า อีกทั้งยังมีอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูง ซึ่งจะสร้างผลกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงนี้ จะส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
“ตามการคำนวนของธนาคารโลก พบว่า หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าที่เป็นอยู่ 50% ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้น ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ค่าจ้างแรงงานในภูมิภาคจะลดลง 3-4% เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ดังนั้น นี่คือภาวะช็อกที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค” นายอาดิตยากล่าว
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้โดยไม่เป็นการสร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป
ในทางตรงกันข้าม จีนซึ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมาก และลดความเข้มข้นการใช้พลังงานเพื่อการผลิต อีกทั้งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน จึงเป็นประเทศที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยธนาคารโลกระบุว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกระจายที่มาของแหล่งพลังงานให้หลากหลาย มักมีความเปราะบางน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะแหล่งที่มาจากตะวันออกกลาง ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เช่น ประเทศในภูมิภาค เป็นต้น
แม้ภูมิภาคนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้จากผลกระทบในอดีต แต่ก็พลาดโอกาสในการปฏิรูปเช่นกัน โดยในปัจจุบัน สาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตรา 1-2% เนื่องจากไม่มีการปฏิรูปที่สำคัญใด ๆ เกิดขึ้น นอกจากนี้ในภาคการเงินยังมีข้อจำกัดเข้มงวด ในการลงทุนจากต่างชาติ
“การปฏิรูปโครงสร้างในประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปที่ทะเยอทะยาน แต่ก็จะถูกยกเลิกไปในชั่วข้ามคืน หลังจากดำเนินการไปเพียงไม่กี่สัปดาห์” นายอาดิตยากล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า เวียดนามเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของประเทศที่กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบาก และการปรับโครงสร้างรัฐบาลและกระทรวงต่าง ๆ ทั้งหมด
นายอาดิตยากล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีความสามารถในการฟื้นตัวท่ามกลางวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง โดยเคยฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ด้วยความพยายามอย่างมากในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการกำกับดูแลทางการเงินที่เหมาะสม
ผลที่ตามมาก็คือ ในช่วง 25-30 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ วิกฤตการณ์ทางการเงิน และผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งหมดนี้โดยไม่มีผลกระทบใหญ่หลวงใด ๆ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าทึ่ง
เมื่อกล่าวถึงแนวนโยบายเพื่อตอบสนองต่อภาวะช็อก นายอาดิตยาอ้างอิงถึงวิกฤตในช่วงโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยมีระบบทะเบียนข้อมูล ทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น ในเวลาและสถานที่ที่จำเป็น
ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้พัฒนาระบบทะเบียนข้อมูลหรือกลไกการโอนเงินดิจิทัล ประสบปัญหาการเข้าถึงประชาชน และจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือแบบไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งส่งผลให้ขาดดุลทางการคลัง เพิ่มหนี้สิน เพิ่มอัตราดอกเบี้ย และส่งผลเสียต่อการเติบโต
ปัญหาของการให้ความช่วยเหลือแบบไม่เลือกปฏิบัติคือ จะเพิ่มการขาดดุลทางการคลัง เพิ่มหนี้สิน เพิ่มอัตราดอกเบี้ย และส่งผลเสียต่อการเติบโตในทำนองเดียวกัน ในด้านนโยบายการเงิน เราอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังจะเผชิญกับภัยคุกคามสองประการ คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ช้าลง
ในด้านของเศรษฐกิจดิจิทัล นายอาดิตยายังชี้แนะว่า โครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น ถนนและท่าเรือ พลังงาน และสายเคเบิลใยแก้วนำแสง รวมไปถึงการลงทุนในทักษะด้วย
อย่างไรก็ดี นายอาดิตยากล่าวว่า ในเวียดนาม แม้จะมีการปฏิรูปภาคบริการเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผลผลิตในภาคบริการและภาคการผลิตก็เพิ่มขึ้น ดังนั้นแม้จะไม่มีการลงทุนราคาแพงในท่าเรือหรือใยแก้วนำแสง แต่เพียงแค่การกำจัดนโยบายที่ไม่ดีออกไป ก็สามารถช่วยฟื้นฟูและหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเติบโตในอนาคตได้แล้ว
ในด้านการประมาณการว่า ภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคมากน้อยเพียงใด นายอาดิตยาระบุว่า ในรายงานที่จะเผยแพร่ ตัวเลขเหล่านี้จะอิงตามแบบจำลองไม่ใช่การประมาณการที่แท้จริง โดยชี้ให้เห็นว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และอาจสูญเสีย GDP มากถึง 1% เนื่องจากข้อจำกัดด้านภาษี ขณะที่ประเทศไทย อาจได้รับผลกระทบประมาณครึ่งเปอร์เซ็นต์ เพราะชิ้นส่วนรถยนต์มีภาษีนำเข้าเฉพาะภาคส่วน โดยในปัจจุบัน ไทยต้องการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมต่อห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้อง
นายอาดิตยายังเตือนว่า ไม่ใช่แค่เรื่องอัตราภาษีที่ประเทศนั้น ๆ ต้องเผชิญเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับว่า อัตราภาษีของประเทศนั้น ๆ สูงแค่ไหนเมื่อเทียบกับอัตราภาษีที่จีนต้องเผชิญด้วย อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญกว่าภาษีนำเข้า คือความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ
“การไม่รู้ว่าภาษีนำเข้าจะอยู่ที่เท่าไหร่ เนื่องจากปัจจุบันศาลสูงสุดยกเลิกภาษีนำเข้าไปแล้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในอีก 6 เดือนข้างหน้า เราก็จะยังไม่รู้ว่าระบบภาษีนำเข้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการจ้างงานและรูปแบบการจ้างงานด้วย” นายอาดิตยากล่าว
สุดท้ายนี้ นายอาดิตยาระบุว่า สงครามอิหร่านได้ก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้นไปแล้ว คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังนำไปสู่การทำลายกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซ ดังนั้น ความขัดแย้งนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่สามารถมองได้ว่าเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว โดยขณะนี้ เงื่อนไขของการหยุดยิง ไม่ได้ขจัดบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยเหลือ 1.3% เปราะบางพลังงาน ในวิกฤตตะวันออกกลาง