กลไกเศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนด้วยน้ำมันจากผู้ค้ารายใหญ่สุดรัสเซีย ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่มหาอำนาจอีกขั้วกำลังทำสงครามในอิหร่านผู้ถือครองเส้นเเลือดใหญ่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ช่องแคบหลักทางผ่านเรือส่งออกน้ำมันและก๊าซที่ไม่ได้มีเจ้าของหรืออธิปไตยตายตัว แต่มีประเทศตะวันออกกลางอย่างอิรักร่วมใช้สอย แม้สงครามครั้งนี้เป็นไฟแดงระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐ แต่ไฟลามทุ่งมายังอิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้ว ‘จีน’ เป็นใครในสมการนี้ ประชาชาติธุรกิจรวบรวมบทวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg และ The Economist มาชี้ว่า: จีนจะเป็นผู้ร่วมโดยสารฟรีที่กำลังตกขบวน หรือนักเดินลวดที่ชาญฉลาดที่สุดในศตวรรษที่ 21 ?
มีวลีหนึ่งที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มักจะหยิบยกมาใช้บ่อยครั้ง คือ “โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหนึ่งร้อยปี”
บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Original ระบุไว้ว่า ในวันนี้ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นดูเหมือนจะมาถึงแล้วจริง ๆ เพียงแต่ผู้ที่ส่งมอบความเปลี่ยนแปลงนี้กลับเป็นชื่อที่คาดคิดไว้อยู่แล้ว อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
เสียงขานรับอื้ออึงต้นเหตุฉนวนความขัดแย้งและสงคราม ทำท่าทีของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่งอย่างจีนส่งสัญญาณบางอย่างมา
ขณะที่สหรัฐอเมริกาแสดงละครให้โลกเห็นว่าตนเองมีแสนยานุภาพขนาดไหน สถานการณ์นี้กลับกลายเป็นโอกาสทองที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และสาธารณรัฐประชาชนจีน จะนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “ผู้เป็นใหญ่ในห้องโถง” (The Adults in the Room) ที่มีความสุขุมและมั่นคงมากกว่า
กลับกันจีนยินดีที่ได้เห็นสหรัฐอเมริกาติดหล่มอยู่ในตะวันออกกลาง จีนมองว่าระเบียบโลกที่มีอยู่นั้นถูกครอบงำโดยสหรัฐมากเกินไปมานานแล้ว ดังนั้นการที่ทรัมป์ลุกขึ้นมาท้าทายระเบียบโลกเก่าจึงเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับสี จิ้นผิง และคำถามก็คือ สีพร้อมจะคว้าโอกาสนี้ไว้แล้วสร้างระเบียบโลกใหม่หรือไม่
สงครามการค้าครั้งแรกของทรัมป์ทำจีนตระหนักว่าการพึ่งพาสหรัฐมีแต่จะสร้างความเสี่ยงให้ประเทศ การส่งออกของจีนไปสหรัฐลดลงประมาณ 20% เมื่อปี 2025 แต่ในท้ายที่สุดจีนกลับเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากจีนพยายามอย่างตั้งใจกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐในฐานะฐานผู้บริโภคหลัก ดังนั้นการกระทำของทรัมป์ทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ หรือช่วยให้จีนแข็งแกร่งขึ้นกันแน่ ?
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ และจีน คือความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของศตวรรษนี้ แต่มันกลับตกอยู่ในมือของผู้นำสองคนที่มีแนวทางการบริหารต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดนัลด์ ทรัมป์: เป็นคนโผงผาง มุทะลุ และมักจะประกาศกร้าวใส่คู่สนทนาว่า “คุณไม่มีไพ่ในมือหรอกในตอนนี้”
สี จิ้นผิง: เป็นคนระแวดระวัง มีระเบียบแบบแผน และเป็นนักเล่นเกมระยะยาว ไม่ใช่นักเล่นเกมบนโซเชี่ยลมีเดียอย่างทรัมป์
เหล่านักกำหนดนโยบายของจีนมองทรัมป์ว่าเป็นคนที่เน้นผลประโยชน์ และเป็นนักปฏิบัติ ที่ชอบการทำข้อตกลง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็คาดเดาได้ยากมาก ทรัมป์อาจจะขู่มากมาย แต่สุดท้ายตลาดโลกก็เรียนรู้ได้ว่า “เขาไม่ได้ทำตามคำขู่ทุกอย่าง” เพราะหลาย ๆ คำที่ทรัมป์ขู่ถูกฝังกลบหายไปอย่างเงียบ ๆ
ชาวเน็ตจีนตั้งฉายาให้สถานการณ์นี้ว่า “TACO” ย่อมาจาก “Trump Always Chickens Out” (ทรัมป์ขี้ขลาด/ถอยจากไปเองเสมอ) ซึ่งเป็นคำที่ได้รับความนิยมอย่างมากบนโซเชี่ยลมีเดียของจีน
นอกจากนี้ทรัมป์ยังมีอีกฉายาที่จีนนิยมยกมาเสียดสี คือ “Chuan Jian Guo” (ชวนเจี้ยนกั๋ว) ซึ่งแปลว่า “ทรัมป์ผู้สร้างชาติ” แต่ชาติในที่นี้ไม่ใช่สหรัฐ คนจีนมองว่านโยบายของทรัมป์ต่างหากที่กำลังช่วยส่งเสริม สร้างให้ “จีนกลายเป็นชาติมหาอำนาจ” แทนที่สหรัฐ
ขณะที่สี จิ้นผิง นั่งรอดูผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น เราเริ่มเห็นผู้นำจากโลกตะวันตกตบเท้าเข้าสู่กรุงปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น มาร์ก คาร์นีย์ นายกแคนาดา ที่เข้าพบสี จิ้นผิง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและแน่นแฟ้นขึ้น พวกเขารู้ดีว่าจีนจะทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่สิ่งที่ผู้นำเหล่านี้แสวงหาคือ “การป้องกันความเสี่ยง” (Hedge) จากสหรัฐ ซึ่งตอนนี้ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
จีนเรียนรู้เรื่องนี้ผ่านความเจ็บปวด เพราะสงครามการค้าครั้งแรกของทรัมป์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ทรัมป์ไปเยือนจีนและได้รับการต้อนรับอย่างหรูหรา จีนจึงใช้คติประจำใจที่ว่า “การเรียนรู้เหมือนการพายเรือทวนน้ำ หากหยุดนิ่งก็จะถูกซัดถอยหลัง” มาเป็นตัวขับเคลื่อนกลยุทธ์ในสงครามการค้าครั้งที่สอง
เมื่อทรัมป์พยายามจะน็อกจีนด้วยหมัดฮุก สิ่งที่สหรัฐไม่คาดคิดคือ “จีนโต้กลับ” ด้วยการไม่ยอมหมอบแต่ขู่กลับจะตั้งกำแพงภาษีถึง 125% จีนเรียนรู้วิธีการเล่นเกมนี้แล้ว และทรัมป์ก็รู้ดี แม้จะมีความพยายามสกัดกั้นผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือการสอบสวนภาษีรอบใหม่ แต่ผลกระทบคือ:
รายงานตัวเลขข้างต้นมาจากกรมศุลกากรจีน ซึ่งสรุปผลกระทบในช่วงครึ่งไตรมาสแรกของปี 2025 และภาพรวมปี 2024:
Rare Earth: ไพ่ตายจีน
อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของจีนในสมรภูมินี้คือ การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) จีนได้ประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก 7 ชนิด รวมถึงแม่เหล็กที่ผลิตจากแร่เหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิตของสหรัฐตั้งแต่ iPhone, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอย่างเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธ
แม้ประเทศอื่น ๆ จะพยายามลดการพึ่งพาจีน แต่มันต้องใช้เวลา เพราะจีนครองส่วนแบ่งการทำเหมืองแร่หายากกว่า 60% ของโลก และครองส่วนแบ่งการกลั่นสูงถึง 90% จีนได้เปรียบทั้งเรื่องต้นทุนแรงงานที่ต่ำ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ยืดหยุ่น และมีระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งประเทศอื่นแทบจะถอดใจในการแข่งขันไปแล้ว
อย่างไรก็ตามท่ามกลางชัยชนะทางการค้าจีนก็มีปัญหาภายในที่อุตสาหกรรมไม่สามารถแก้ไขได้ ปักกิ่งตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 4.5%-5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991
เศรษฐกิจจีนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง:
แรงงานชาวจีนกำลังเผชิญกับการถูกตัดค่าจ้างหรือถูกเลิกจ้าง หลายคนต้องหันเข้าสู่เศรษฐกิจกิก (Gig Economy) ที่ไร้ความมั่นคง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือระเบิดเวลาที่รออยู่
แม้จีนจะพยายามแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ แต่จีนยืนยันชัดเจนว่าจะ “ไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหาร” ในต่างแดน จีนไม่เคยให้สัญญากับเวเนซุเอลาหรืออิหร่านว่าจะส่งกองกำลังไปช่วยรบ เพราะสำหรับจีนแล้ว ประเทศเหล่านี้คือพันธมิตรทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย (อิหร่านส่งออกน้ำมันให้จีนเพียง 13-14%, เวเนซุเอลา 4%)
แต่สิ่งที่จีนกลัวที่สุดคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) หากอิหร่านปิดช่องแคบนี้จีนจะสูญเสียแหล่งนำเข้าน้ำมันไปเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หากสงครามขยายตัวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนจะถูกทำลายทันที
อีกหนึ่งบทวิเคราะห์จาก The economist พูดถึงประเด็นสงครามในอิหร่าน ว่าสิ่งที่น่าสังเกตคือการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “จุดบีบคั้น” (Chokeholds) เห็นได้จากเขามุ่งเน้นไปที่แร่หายาก (Rare Earths) จีนมีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะสร้างเครื่องมือไว้ต่อรองกับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา
สงครามในอิหร่านได้แสดงให้เห็นว่าอิหร่านเองก็เข้าใจเรื่องจุดบีบคั้นนี้เช่นกัน และได้ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เหนือช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตรรกะนี้จะทำให้จีนยังคงยึดถือแนวคิดเรื่องการสร้างจุดบีบคั้นต่อไปในอนาคต แต่อีกด้านหนึ่งจีนก็ต้องคิดอย่างหนักว่าอเมริกานั้นล้ำหน้าไปไกลแค่ไหนในด้านนี้ ดังนั้นจีนไม่มัวแต่ดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กำลังเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง
ความกังวลประการหนึ่งคือการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้จุดบีบคั้นในรูปแบบน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยสร้างอำนาจในยุค 1980 แต่จีนกำลังมองหา “จุดบีบคั้นถัดไป” เช่น สารตั้งต้นทางเภสัชกรรมหรือเคมีภัณฑ์ จีนแสวงหาแต้มต่ออยู่ตลอดเวลา
จากการติดตามท่าทีของจีนที่มีต่อทรัมป์ตั้งแต่สมัยแรกจนถึงสมัยที่สอง จีนมองว่าทรัมป์เป็นคนที่คาดเดายากและจัดการได้ยาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาสที่ยิ่งใหญ่” จีนมองว่าทรัมป์เป็นคนที่มีท่าทีสายเหยี่ยว (Hawkish) น้อยที่สุดในวอชิงตัน มีแนวโน้มที่จะยอมให้จีนซื้อชิปไฮเอนด์จากอเมริกาหรือยอมให้จีนเข้ามาลงทุนในสหรัฐได้มากกว่า สัญชาตญาณที่เน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional) และการยึดถือตัวเองเป็นที่หนึ่งของทรัมป์จึงเป็นโอกาสของจีน
สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนมองว่าหากสงครามอิหร่านทำให้ทรัมป์อ่อนแอเกินไปในวอชิงตันจะส่งผลเสียต่อจีน เพราะจะเปิดทางให้กลุ่มสายเหยี่ยว (เช่น มาร์โก รูบิโอ) ก้าวขึ้นมามีอำนาจแทน ซึ่งนั่นคือฝันร้ายของจีน
เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวต่อสถานะของสหรัฐพบข้อมูลที่น่าตกใจจากผลสำรวจความคิดเห็นใน 42 ประเทศ ความนิยมของสหรัฐตกลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความนิยมของจีนค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังเดือนพฤศจิกายน 2024 (ช่วงเลือกตั้งสหรัฐ) เกิดวิกฤตในเวเนซุเอลาและอิหร่าน
ภาพลักษณ์ของสหรัฐทำลายระเบียบโลกที่ตนเองเคยดูแลอยู่ ในทางกลับกัน จีนถูกมองว่าเป็นประเทศที่คาดเดาได้ แม้ประเทศใหญ่จะมองว่าจีนเป็นนักเลงในภูมิภาค แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมองว่าการทำงานร่วมกับจีนมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เช่น กรณีฟิลิปปินส์ที่ตกลงสำรวจน้ำมันและก๊าซร่วมกับจีนในทะเลจีนใต้เพื่อรักษาสัมพันธไมตรี
อ่านข่าวต้นฉบับ: จีน: ผู้ชนะ หรือ ผู้แพ้ ในเกมน้ำมัน
