เอกนิติ ขีดเส้นตายก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ 2569 ภายใน เม.ย. หากเร่งไม่ทันออก พ.ร.บ. โอนงบใช้โครงการอื่น หวังดึงเศรษฐกิจให้พ้นจาก Stagflation
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ยังมีงบที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพันประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้ผ่อนผันให้มีการเร่งก่อหนี้ผูกพันภายในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จึงขยายเวลาให้ก่อหนี้ผูกพันจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 หากยังไม่ทันจะโยกเงินก้อนนี้ไปใช้ในโครงการอื่นที่มีความพร้อมดำเนินการได้ทันที โดยยืนยันว่าจะใช้วิธีออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณให้สภาพิจารณา เนื่องจากมีความโปร่งใสมากกว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
สำหรับการทำงบประมาณปี 2570 จะมีความเข้มงวดอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง โดยจะตัดรายจ่ายที่ไม่สำคัญออกหมดเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ รายจ่ายที่จะตัด เช่น งบเสื้อผ้า และงบการดูงานต่างประเทศ แต่การไปประชุมต่างประเทศยังทำได้ปกติ
นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตสงครามตะวันออกกลางถือว่ามีความรุนแรงและกำลังลามไปสู่วิกฤตพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ กระทบปุ๋ย เมล็ดพลาสติก ขาดแคลน ซึ่งผลสุดท้ายจะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการรับมือปัญหาดังกล่าว โดยการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เม.ย. นี้จะมีชุดมาตรการใหญ่ออกมาช่วยเหลือประชาชน ในส่วนของกระทรวงการคลังจะมีมาตรการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการคนจน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการซื้อปุ๋ยที่มีราคาแพงขึ้น ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการดูแลราคาสินค้า และกระทรวงคมนาคมจะมีมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่ง ในส่วนของสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจะช่วยเรื่องการผ่อนผันการจัดซื้อจัดจ้าง โดยปรับค่า K ให้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับราคาพลังงาน
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสคาดว่าจะเข้าครม.ในการประชุมหลังสงกรานต์ โดยจำนวนคนและวงเงินจะต้องรอให้ครม.พิจารณา โดยโครงการคนละครึ่งพลัสอาจจะใช้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส เพราะจะรวมโครงการคนละครึ่งพลัสทำไปพร้อมกับการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการ โดยมาตรการนี้เป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า หลังจากนี้จะมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ
“ปัจจุบันเศรษฐกิจเราสามารถโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 2.7% แต่เรายังทำได้ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรเป็น ทั้งจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเก่า บวกกับผลกระทบวิกฤตสงครามและราคาพลังงานสูง ทำให้ GDP ปีนี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจะโตได้ 2% ก็จะต่ำกว่าที่คาดไว้ เมื่อประเมิณจากราคาน้ำมันดิบที่ 70 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 110 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 10 เหรียญฯ จะทำให้ GDP เราลด 0.2% ซึ่งตอนนี้ลดไปแล้ว 0.6%”
นายเอกนิติ กล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ผ่านมาสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มและตั้งเป้าหมายอยากให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่า 3 % แต่เมื่อเกิดสงครามและวิกฤตพลังงานก็ยังประเมิณได้ยากว่าเศรษฐกิจจะตกลงไปอีกขนาดไหน แต่คลังและรัฐบาลจะพยายามดันเศรษฐกิจไม่ให้ตกลงไปในหล่มอีกครั้งหนึ่ง โดยจะยึดหลัง 4T และ 3 เครื่องยนต์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว จากที่โตได้ปีละ 1-2% ให้โตได้ไม่น้อยกว่า 3% และขยายตัวต่อเนื่องไปได้ถึงระดับ 5-6 % ภายใน 4 ปีของการบริหารรัฐบาลชุดนี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า หลัก 4T ประกอบด้วย Target หรือมุ่งเป้า ใช้งบประมาณที่มีอย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพ, Transition เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ เช่น การพึ่งพาพลังงานทางเลือกอย่างโซลาเซลล์และเอทานอล, Transform พลิกโฉม จากรวยกระจุกจนกระจายต้องทำให้ความเจริญกระจายให้ทั่วถึง แต่ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายอุตสาหกรรมที่มีอนาคต และ Together รวมพลัง ภาครัฐต้องจับมือร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะประสานงานกับคณะกรรมการรวมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน โดยจะใช้รูปแบบสระบุรีโมเดลที่นำเรื่องคาร์บอนเครดิตไปแลกปูนซีเมนต์ และร้อยเอ็ดโมเดลที่มีบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ไปตั้งสำนักงานใหญ่ในจังหวัด และจ้างคนในจังหวัด และมีจุดกระจายสินค้า
ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 3 เครื่องยนต์ คือ เครื่้องยนต์ที่ 1 คือเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจท้องถิ่น ต้องทำให้การลงทุนภาครัฐและเอกชนรวมกันภายใน 4 ปี ไม่น้อยกว่า 30% จากปัจจุบันที่ 23% ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ, เครื่องยนต์ที่ 2 ขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน ต่อยอดจุดแข็งของไทยด้านการแพทย์และอาหาร เป็นต้น และเครื่องยนต์ที่ 3 คือการลงทุนในคนไทย เปลี่ยนทุนมนุษย์ให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“คลังฝันอยากให้เศรษฐกิจไทยเป็นรถคันใหม่ มีเครื่องยนต์ใหม่ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้เร็ว ไม่ใช่ 1-2% แต่ต้องเป็น 3% พลัส อนาคตต้องได้ 5-6% โดยต้องเป็นรถที่มีระบบมั่นคง มีสัญญาณเตือนภัยที่เราจะสามารถรับมือได้ทัน ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นรถที่นั่งสบาย และเป็นรถที่มีที่นั่งพอสำหรับคนไทยทุกคน ซึ่งเรามุ่งมั่นจะไปถึงจุดนั้นให้ได้” นายเอกนิติกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: คลังขีดเส้นตายก่อหนี้ผูกพันงบฯ 2569 ถึงสิ้น เม.ย. ไม่ทันออก พ.ร.บ. โอนริบคืน