“วราวุธ” เข้ากระทรวงรับหน้าที่ รมว.อุตสาหกรรม มอบนโยบายรื้อแผน BCG เข้มงวดโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนฯ ดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบชุมชน ชี้โอกาสดีวิกฤต ตะวันออกกลาง หนุนเอสเอ็มอีใช้พลังงานสะอาด ติดโซลาร์ ลั่นเลิกผลิตของที่โลกไม่ต้องการ หันมาเน้น “ยา-อีวี-ไบโอเคมีคอล” โยนปลัดอุตฯ เร่งชงเรื่องอ้อยที่ค้างท่อเข้า ครม.ทันที
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมนับจากนี้จำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าต้องมีการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หรือมลพิษต่าง ๆ ที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน สอดรับกับนโยบาย Go Green ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งแนวทางดังกล่าวเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมให้ยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกันจะนำแผน BCG (Bio-Circular-Green) กลับมาเป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทำให้ประเทศไทยขาดแคลนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมอย่างหนัก ในขณะที่สิ่งของเหลือใช้หรือผลพลอยได้จากวัถตุดิบในประเทศ สามารถนำมาแปลงเป็นพลังงานและเป็นวัตถุดิบในบางอุตสาหกรรมได้ เป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด
“ผมใช้เวลา 37 ปี 7 เดือน กับอีก 21 วัน ในการเดินทางมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หลังจากที่พ่อของผมเคยดำรงตำแหน่งที่นี่ในอดีตมาก่อน ผมอยากให้อุตสาหกรรมฝ่าวิกฤตรอบนี้ไปให้ได้ อุตสาหกรรมจะต้องเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนประเทศ สิ่งแรกที่จะทำให้กับโรงงานด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น คือ จะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต รวมทั้งมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการสนับสนุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเครื่องมือที่มีอยู่ ทั้งสินเชื่อจากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อดีพร้อมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ”
นอกจากนี้จะโฟกัสและสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น ทำให้นโยบายของอุตสาหกรรมสอดคล้องกับโลก หรือไม่ผลิตของที่โลกไม่ต้องการซื้อ ซึ่งหมายถึงสิ่งใดที่โลกต้องการภาคอุตสาหกรรมจะต้องผลิตสิ่งนั้นป้อนให้กับตลาด พบว่าแนวโน้มปัจจุบันอุตสาหกรรมยา ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึง Bio Chemical นับเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างมาก การมองและวางแผนวางนโยบายระยะยาวให้สอดคล้องกับโลกจะเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมไทยได้ประโยชน์ที่สุด
และเพื่อให้เกิดการลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประเทศไทยควรมีพื้นที่หรือโครงการที่เหมือนกับอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เคยรุ่งเรืองในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว และปัจจุบันถูกหยิบมาพัฒนาเป็นโครงการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากโครงการในลักษณะนี้เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรม และเป็นความพร้อมของประเทศที่มีไว้เพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาว หากเกิดความพร้อมในพื้นที่แบบลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ จะยิ่งทำให้ประเทศไทยได้เปรียบและเป็นโอกาสในช่วงที่หลายประเทศกำลังตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน
สำหรับงบประมาณของกระทรวงที่คงเหลืออยู่อย่างจำกัด นายกรัฐมนตรีอาจมีการเรียกกลับคืน หากงบฯ ดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเรียกงบฯ ที่เหลือคืนดังกล่าวเพื่อที่จะนำไปช่วยผู้ประกอบการ ดังนั้นโครงการของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ค้างท่ออยู่ โครงการใดที่ไม่จำเป็นจะต้องถูกตัดทิ้ง เพื่อนำงบฯไปใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ เช่น การช่วยรายย่อย SMEs โดยจะส่งมอบหน้าที่ดังกล่าวให้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ดำเนินการในงานส่วนนี้ ปัจจุบันกระทรวงมีกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีที่ดำเนินการอยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินการต่อและต้องถูกนำมาช่วยเหลือ SMEs ให้ได้มากที่สุด
“ทราบว่าเรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ก็ยังเป็นอีกประเด็นที่ค้างคาอยู่ เราอยากให้มันจบ ก็ให้ปลัดไปดูแล้วเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. ในวันที่ 11 เมษายน 2569 นี้เลย ส่วนเรื่องการตั้งทีมขึ้นมาเหมือนทีมสุดซอย หรือทีมเต็มเหนี่ยวนั้น ผมว่าการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ผมก็มีสไตล์การทำงานแบบหนึ่ง และยิ่งในภาวะวิกฤตแบบนี้ อะไรที่แก้ไขได้เพื่อให้อุตสาหกรรมเดินหน้าได้เร็ว ผมก็จะทำ อะไรที่ไม่จำเป็นหรือเป็นการเพิ่มภาวะให้กับผู้ประกอบการ ผมว่ามันก็ไม่ควรทำ อุตสาหกรรมยุคนี้จะต้องเดินด้วย ONE MIND คือ อุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียว และได้บอกข้าราชการกระทรวงไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบวิ่งลุยงานไปด้วยกัน และพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘วราวุธ’ ชูนโยบายอุตฯรักษ์โลก ดันSMEsติดโซลาร์-เลิกผลิตของโลกไม่รัก