คอลัมน์ :นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ซาร่า ผลพิบูลย์ ธนาคารกสิกรไทย
สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งเดือน นับตั้งแต่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อของปีนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะทยอยฟื้นตัว และเงินเฟ้อจะอยู่ในทิศทางชะลอลง ซึ่งจะเอื้อให้ธนาคารกลางหลักสามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปได้ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันไปจากคาดการณ์เดิมอย่างชัดเจน
ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของสงครามต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซคิดเป็นราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลกที่แทบถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากระดับก่อนเกิดสงคราม และทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022
สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยในปี 2022 เงินเฟ้อสหรัฐเคยพุ่งแตะระดับ 9% ยูโรโซนทะลุ 10% และไทยแตะเกือบ 8% แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากการเปิดเศรษฐกิจหลังโควิด-19 แต่ราคาพลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากสงครามยังส่งผลให้อุปทานน้ำมันตึงตัว และมีแนวโน้มทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ
ภายใต้บริบทดังกล่าว มุมมองต่อนโยบายการเงินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งก่อนเกิดสงครามมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน อาจไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยได้ตามคาด และในกรณีเลวร้ายอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
ขณะที่ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งเคยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่แนวโน้มการลดดอกเบี้ยอาจถูกชะลอออกไปและอาจต้องปรับขึ้น ส่วนประเทศไทยก็เริ่มมีการประเมินว่าอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง โดยยังไม่เร่งปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในทันที เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคับประคองเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เฟดซึ่งมีภารกิจทั้งด้านเสถียรภาพราคาและตลาดแรงงาน ปัจจุบันตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มมีสัญญาณอ่อนแอลง การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะดังกล่าว
ขณะที่ฝั่งยุโรป การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอาจไม่จำเป็นเท่ากับในปี 2022 เนื่องจากวิกฤตพลังงานในครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างจากเดิมที่ยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูง
ดังนั้น แม้สงครามครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน แต่ก็อาจยังไม่ถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของทิศทางนโยบายการเงินในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: เมื่อฮอร์มุซสะดุด โลกการเงินก็สั่นคลอน