คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ปี 2569 ผ่านมาแล้ว 1 ไตรมาส มีเรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ “เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัด “Media Briefing ก.ล.ต.พบสื่อมวลชน เดือน เม.ย.2569” เพื่อบอกเล่าความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานกำกับตลาดทุน
“ก.ล.ต.เร่งขับเคลื่อนตลาดทุนไทยทุกมิติในช่วงที่เหลือของปี” รองเลขาฯ ก.ล.ต.กล่าว และว่า ก.ล.ต.พยายามเร่งทำทุกเรื่อง แต่ลำดับสำคัญหลักคือการสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้น โดยเฉพาะฝั่งดีมานด์ อย่างโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ที่ต้องทำงานต่อร่วมกับกระทรวงการคลัง หลังจากชะลอไปเนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาล
“TISA ยังเป็นกลไกสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเดินหน้าต่อและอาจมีการปรับรายละเอียดบางส่วน ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต.ได้หารือกับปลัดกระทรวงการคลังเป็นระยะ”
อีกด้านคือการยกระดับฝั่งระดับซัพพลายร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งการพัฒนาสินค้าในตลาดทุน การปรับลดกระบวนการและขั้นตอน IPO ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา โดยดูว่าเกณฑ์ใดสามารถผ่อนปรนได้และไม่กระทบการคุ้มครองผู้ลงทุน อาทิ โครงสร้างบางส่วนหรือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน อาจปรับมาใช้การเปิดเผยข้อมูลแทน แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัด ถือเป็นงานเร่งและเป็น milestone สำคัญของปีนี้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดธุรกิจและเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุน
“เอนก” กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมตั้ง Taskforce หรือคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการยกระดับตราสารหนี้ไทย หลังจากมีคณะทำงานขับเคลื่อนตลาดตราสารทุนไปก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าจะครอบคลุมทั้งการสร้างดีมานด์และซัพพลาย การยกระดับคุณภาพตราสาร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาด โดยเฉพาะบทเรียนจากกรณีหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง (High Yield Bond) ที่กระทบผู้ลงทุนรายย่อย
นอกจากนี้เตรียมเปิดฟังความเห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในการระดมทุน ซึ่งคณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา
แนวคิดคือเปิดทางให้ธุรกิจที่ยังปล่อยก๊าซ แต่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเข้าถึงเงินทุนได้ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานหรือสายการบิน โดย Transition Bond เน้นการระดมทุนเพื่อปรับตัวสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน Amber Bond ครอบคลุมกิจกรรมที่ยังปล่อยก๊าซในระดับควบคุมได้ ซึ่งผู้ออกต้องกำหนดวัตถุประสงค์ชัด ใช้เงินตามแผน มีมาตรฐานกำกับ และมีผู้ประเมินภายนอก
ที่ผ่านมา ESG bond ไทยเติบโตต่อเนื่อง มูลค่ารวมราว 1.15 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มใช้เงินเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ Green Bond, Social Bond และ Sustainability Bond และกลุ่มที่เน้นเป้าหมายองค์กร คือ Sustainability-Linked Bond (SLB)
“คาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนประกาศใช้ เพื่อให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีเครื่องมือระดมทุนไปสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกปี 2050”
โฆษกสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวว่า ก.ล.ต.ยังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการจัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Crypto ETF รอบแรกภายในเดือน เม.ย.นี้ ใช้เวลาประมาณ 30 วัน แล้วจะนำข้อเสนอแนะที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงให้มีความเหมาะสม หลังจากนั้นจะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นในด้านรายละเอียดของร่างกฎเกณฑ์อีกครั้งเป็นลำดับถัดไป เบื้องต้นคาดว่าน่าจะออกเกณฑ์บังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 3/2569
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.เห็นชอบในหลักการให้สินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิตเป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) โดย TFEX จะพัฒนารายละเอียดสินค้า อาทิ สเป็ก ระบบซื้อขาย มูลค่าการซื้อขาย และการวางหลักประกัน (Margin) ก่อนเสนอให้ ก.ล.ต.พิจารณาอีกครั้ง เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อขายได้อย่างเป็นทางการในอนาคต
ส่วนเรื่องเกี่ยวกับทุนเทานั้น “เอนก” กล่าวว่า ก.ล.ต.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องประชาชนและสกัดกั้นทุนเทาที่พยายามแทรกซึมเข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยพฤติกรรมทุนเทาที่เข้ามาในตลาดทุนมักจะต้องผ่านตัวกลาง เช่น บริษัทหลักทรัพย์ กองทุน หรือการโอนเงินผ่านบัญชีเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีการนำเอาเงินสกปรกไปซื้อเหรียญแล้วโอนไปวอลเล็ตทำให้ติดตามยากขึ้น หรือบางกรณีเข้ามาปั่นหุ้น หมุนเงินให้ดูสะอาด
“ฉะนั้นถ้าผู้ประกอบธุรกิจมีระบบควบคุมที่ดี โดยมีกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเข้มข้นก็จะช่วยป้องกันได้ โดย ก.ล.ต.มีการตรวจจับธุรกรรมผิดปกติและระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้วกว่า 53,715 บัญชี”
นอกจากนี้ ก.ล.ต.ได้ยกระดับการกำกับผู้ถือหุ้นใหญ่ ป้องกันการถือหุ้นหลายทอดหรือใช้นอมินี และขยายไปถึงแหล่งเงินทุนของผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้ไม่ได้ถือหุ้นเอง แต่ให้เงินสนับสนุน ก็ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจทางอ้อมด้วย รวมทั้งปรับคุณสมบัติของผู้ถือหุ้นใหญ่ จากเดิมดูเรื่องฟอกเงินอย่างเดียว ก็ขยายให้ครอบคลุมถึงการสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วย
ทั้งนี้ ยังมีการกำหนดให้รายงานธุรกรรมต้องสงสัย เช่น การถอนเงินหรือสินทรัพย์ที่ผิดปกติ และเตรียมใช้ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะนี้ออกหลักเกณฑ์แล้วและอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะปิดวันที่ 9 เม.ย. หลังจากนั้นจะพิจารณาปรับปรุงและออกเป็นประกาศ คาดว่าจะมีผลใช้ประมาณ 1 ก.ค.2569
สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ไตรมาส 1 ปี 2569 ก.ล.ต.ได้ดำเนินคดีอาญา 5 คดี 37 ราย และใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง 3 คดี 6 ราย ขณะที่มีผู้ยินยอมชำระค่าปรับและชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับรวมกว่า 1,135 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2560 มีผู้กระทำผิดยอมรับมาตรการทางแพ่งแล้ว 334 ราย จาก 85 คดี โดยเงินทั้งหมดนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
“ด้านการปราบหลอกลงทุน รับแจ้งแล้ว 3,473 ครั้ง เพิ่มกว่า 71% พร้อมปิดบัญชีโซเชี่ยลหลอกลงทุน 279 บัญชีได้ 100% สะท้อนการยกระดับบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเข้มข้น” โฆษกสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ก.ล.ต.เร่งยกระดับตลาดทุน ‘ดัน TISA-ปรับเกณฑ์ IPO’ สกัดทุนเทาแอบแฝงฟอกเงิน
