ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางกำลังผลิตไฟฟ้าและสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยในระยะยาว ภาพการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีมูลค่าตลาดระดับ “ล้านล้านบาท” และอาจขยายตัวแตะ 8-10 ล้านล้านบาท หากประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ขณะเดียวกันดีมานด์การใช้ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC รวมถึงการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ กำลังเร่งให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ทั้งกำลังผลิตและสายส่ง ต้องขยายตัวควบคู่กันไป ภายใต้บริบทนี้ “กันกุล” เปิดเวที “GUNKUL Open House 2026” ถึงมุมมองและปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้า สู่การเป็น “Infrastructure Catalyst” เกาะกระแสแผน PDP และเมกะเทรนด์พลังงานใหม่ เพื่อสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตระยะยาว
นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ระบุว่า EEC หรือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นพื้นที่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุนอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ กระจุกตัวอยู่มาก จึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในแง่กำลังผลิตและระบบสายส่งเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเมื่อมองไปยัง EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มใช้ไฟฟ้าสูงมากในอนาคต ตรงนั้นจึงไม่ใช่แค่ตลาดของผู้ผลิตไฟฟ้า แต่เป็นอีโคซิสเต็มขนาดใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทเข้าไปเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ได้มากกว่าแค่การเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้ถ้าดูจากแผน PDP 2024 เฉพาะของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอย่างเดียว มูลค่าตลาดอยู่ในระดับประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจากการศึกษาของ Bloomberg ที่ประเมินว่าหากประเทศไทยต้องการไปให้ถึงเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ตามที่ภาครัฐประกาศไว้ ตลาดโซลาร์และลมจะต้องขยายตัวใหญ่กว่าปัจจุบันอีกประมาณ 20 เท่า
“เราอาจไม่ได้กำลังพูดถึงตลาดระดับล้านล้านบาท แต่กำลังพูดถึงตลาดที่อาจมีมูลค่าถึง 8-10 ล้านล้านบาท โจทย์สำคัญ แผน PDP ฉบับใหม่ที่จะออกมาในปีนี้ ภาคพลังงานและภาคโรงไฟฟ้าจะมีบทบาทอย่างไร และจะมีการผลักดันการลงทุนจริงในระดับไหนก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม”
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจมาก และเป็นหนึ่งในธุรกิจ New S-Curve ที่บริษัทให้ความสำคัญ หากดูจากข้อมูลที่ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ระบุว่ามีความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาประมาณ 13 จิกะวัตต์ หรือคิดเป็น 13,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันไฟฟ้าที่มีความพร้อมรองรับจริงอยู่ที่เพียง 2,000-3,000 เมกะวัตต์เท่านั้น นั่นแปลว่าดีมานด์ที่รออยู่มีขนาดมากกว่าศักยภาพที่พร้อมรองรับในเวลานี้ถึงประมาณ 4-5 เท่า หรือยังมีความต้องการจำนวนมหาศาลที่ “รอไฟจากเราอยู่”
ทั้งนี้การรอความชัดเจนของการรองรับจากระบบโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ หากเอาเฉพาะส่วนที่ได้รับการคอนเฟิร์มการใช้ไฟแล้ว 2,000-3,000 เมกะวัตต์ รัฐก็จำเป็นต้องลงทุนในส่วนของระบบสายส่งและโครงข่ายรองรับ ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างสูงถึง 30,000 กว่าล้านบาท และถ้ามองเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์เอง สำหรับความต้องการระดับ 2-3 จิกะวัตต์ก็คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800,000 ล้านบาท
ที่สำคัญคือ ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของความสนใจลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดที่กำลังมองมาที่ประเทศไทย ดังนั้นตัวเลขทั้งหมดที่พูดมานี้แม้จะดูใหญ่มาก แต่ล้วนเป็นส่วนที่ “กันกุล” สามารถเข้าไปมีบทบาทได้ และเรามีศักยภาพที่จะเข้าไปเล่นในตลาดนี้จริง
ก่อนหน้านี้เราเคยปักหมุดวิสัยทัศน์ไว้ว่า ในปี 2026 กันกุลจะเป็น Energy Infrastructure Partner แต่เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเรากลับมาทบทวนกันว่าแค่นั้นอาจ “ยังไม่พอ”
วันนี้เราอยากก้าวออกจากบทบาทเดิมที่เป็นเพียง Power Producer หรือผู้ผลิตไฟฟ้า ไปสู่การเป็น Infrastructure Catalyst นั่นคือ ผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่จะเข้ามารองรับการเติบโตของประเทศ
“เชื่อว่าในฐานะคนไทยเราไม่อยากเป็นเพียงแค่ “ผู้ใช้ AI” เท่านั้น แต่เราอยากมองภาพใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยควรเป็นบ้านของโครงสร้างพื้นฐาน AI ของภูมิภาคให้ได้ และเราเชื่อว่าในฐานะบริษัทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ infrastructure เรามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้”
สิ่งที่ทำให้กันกุลแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น คือ ความครบวงจร เราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มา 40 ปี คำว่าครบวงจรในความหมายของเราคือ วันนี้เราได้ PPA หรือสัญญาซื้อขายไฟมา 1 สัญญา สิ่งที่กันกุลทำได้ คือ 1.ขายไฟได้แน่นอน 2.ก่อสร้างโครงการ 3. โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าของเราเอง
“คำว่าก่อสร้างของเราไม่ได้หมายถึงเฉพาะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน “นอกโรงไฟฟ้า” ด้วย จากขนาดเล็ก ตั้งแต่ระดับบ้านที่ติดแอร์ 1 ตัวแล้วต้องการติดโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่มากอย่าง Solar Farm หรือ Wind Farm ขนาดใหญ่ของประเทศ”
ขณะเดียวกันถ้าออกไปนอกโรงไฟฟ้า เราก็สามารถทำระบบไฟฟ้าได้ครบ ตั้งแต่ระดับแรงดันไม่สูงมากอย่าง 22 kV หรือ 24 kV ไปจนถึงระบบโครงข่ายขนาดใหญ่ระดับ 500 kV ที่ใช้ส่งไฟฟ้าข้ามภูมิภาค นั่นหมายความว่า เราสามารถทำงานได้ทุกระดับแรงดัน และมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ของตัวเองรองรับด้วย นั่นแหละคือ ความครบวงจร แปลว่าเราสามารถควบคุมต้นทุน ควบคุมคุณภาพ และควบคุมการดำเนินงานได้ดีกว่า นี่คือความต่าง
ดังนั้นเมื่อตลาดมีการเติบโตและใหญ่มากก็จะมีผู้เข้ามาในตลาดมากขึ้น และการที่เรามาก่อนก็ต้องสร้างข้อได้เปรียบและความต่าง สร้างความเข้มแข็งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมิติของธุรกิจ บริษัทมองการขยายไปสู่ดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ จากเดิมที่เราครบวงจรในอุตสาหกรรมพลังงาน วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ คือ Digital Data Center and Plus Services โดยเราจะเข้าไปในรูปแบบที่ “ครบวงจร” คือ 1.ขายไฟ 2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3.ร่วมลงทุน (Coinvestment) 4.ดึงนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเขาต้องการ local Content และต้องการคนที่สามารถช่วยบริหารเรื่องราวในประเทศ ประสานงานกับภาครัฐ ประสานกับภาคธุรกิจท้องถิ่น และ Manage Local content ทุกอย่าง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดแข็ง เพราะเราทำทุกอย่างครบวงจรในฝั่ง Infrastructure อยู่แล้ว
นี่คือหนึ่งใน “หมุด” สำคัญที่เราวางไว้สำหรับ 2 แกนหลักของการเติบโตในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘กันกุล’ ชิงเค้ก EEC 10 ล้านล้าน ชูความต่างพลังงาน-อินฟราฯครบวงจร
