คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาลป้ายแดงในยุคอนุทิน 2
เธอไม่ใช่ “มือใหม่” ในฐานะหน้าไมค์-หน้าม่านทำเนียบรัฐบาล เพราะในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “รัชดา” เคยเป็น “รองโฆษกรัฐบาล” ตั้งแต่วันแรก จนวันสุดท้าย 4 ปีเต็ม ผ่านช่วงการเมืองผันผวน ซํ้าเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลซวนเซ
แต่ก็ไม่เท่ากับวิกฤตน้ำมันลามค่าครองชีพในเวลานี้ “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “รัชดา” เล่าที่มา สาเหตุที่ชะตาชีวิตพัดมาให้เป็นเบอร์ 1 โฆษกรัฐบาล ในฐานะตัวแทน “พรรคภูมิใจไทย”
รวมถึงการแก้ปัญหาการสื่อสารในช่วงเวลาที่รัฐบาลเจอโจทย์ยากและท้าทายที่สุด และอาจเป็น “วิกฤตศรัทธา” ตั้งแต่ออกสตาร์ต
ก่อนมาอยู่พรรคภูมิใจไทย “รัชดา” เป็นอดีต สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และก้าวขึ้นสู่โพเดียมรองโฆษกรัฐบาลประยุทธ์ แต่ลมอะไรที่ทำให้เธอถูกพัดมาอยู่ใต้ชายคาพรรคสีน้ำเงิน เธอเล่าว่า ..
“ไม่คิดว่าวันนี้จะมาอยู่ตรงนี้ หรือแค่ว่าจะได้กลับมาช่วยงานการเมืองอีกครั้ง ถ้าถามเมื่อ 6 เดือนที่แล้วก็ยังนึกภาพตัวเองไม่ออกหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์หมดวาระไปทีมโฆษกรัฐบาลเราก็ไม่มีบทบาทอะไร ก็ไม่ได้คิดที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองต่อ กลับไปสอนหนังสือบ้าง ขอทำอะไรที่มันสบาย ๆ เพราะช่วงหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ”
“ในใจก็รู้สึกว่าเรามียังรักที่จะช่วยงานการเมืองอยู่ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องมาเป็น สส. คิดอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะแล้วเราจะทำอะไรดี แต่ก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เพราะไม่ได้แอ็กทีฟทางการเมือง ไม่ได้อยากลง สส.แล้วมันจะเหลืออะไร”
“ช่วงตุลาคม 2568 ไตรสุรีย์ ไตรสรณกุล ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าน้องกวาง เพราะว่าเป็นทีมโฆษกรัฐบาลในยุคสมัยพล.อ.ประยุทธ์ด้วยกัน น้องก็บอกว่าพี่มาช่วย เราพร้อมช่วยโดยที่ไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่งอะไร ก็ได้เขียนข่าว ประสานเราทำได้หมด”
“น้องกวางบอกว่าพี่มาทำงานกับหนูเป็นรองเลขาธิการนายกฯ เราก็รู้สึกอึ้งว่า เห้ย…เขาให้โควตาตำแหน่งข้ามพรรคกันด้วยเหรอ กวางก็บอกว่า อยากให้มาช่วยกัน อยากได้คนที่ไว้ใจ เราก็คิดแล้วคิดอีก ถ้ามาก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพรรคการเมืองด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้นานแค่ไหน แต่ในใจก็มองว่าถ้ามีโอกาสได้ช่วยงานในระดับประเทศ ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ จะสั้นจะยาวไม่สำคัญ ขอให้ได้ทำเถอะ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าโอเคมาช่วยทางรัฐบาล ก็คิดแค่นั้น”
แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการว่าจะมาทำตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็บอกว่า มาช่วยงานที่สำนักนายกฯ ก่อน เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เราก็โอเค เพราะว่ามีบทบาทภารกิจชัดเจนในเรื่องของการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล
“พอทำงานไปได้ระยะหนึ่งการเมืองมันก็มีการยุบสภาเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เราก็ต้องคุยกับทางพรรคภูมิใจไทยว่าสำหรับเราแล้วเราไม่ได้คิดที่จะต้องเป็น สส.นะ เราอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ทางพรรคบอกว่าเมื่อเลือกเส้นทางนี้ก็ต้องเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ส่วนจะช่วยอะไรค่อยเป็นเรื่องของอนาคต ก็จากวันนั้นก็ทำให้ได้ทำงานกับพรรคภูมิใจไทยจนมาถึงทำงานในสำนักโฆษก”
แม้ถูกชวนมาทำงานแต่ตัวยังสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อะไรคือสาเหตุที่ตัดสินใจลาออก “รัชดา” บอกว่า เข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าวันนั้นพรรคจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง ถ้าเป็น สส.ก็ต้องมี สส.ฝ่ายค้าน มันพอที่จะเห็นแนวโน้มอยู่
“ถ้าถามตัวเรา เราไม่ได้อยากเป็น สส. อยากช่วยงานขับเคลื่อนนโยบาย เราผ่านงานสภามาแล้ว และเรารับรู้ว่านโยบายดี ๆ ที่ภาคประชาสังคมเขาอยากจะได้ ถ้าเราอยากจะขับเคลื่อนนโยบาย อยากเอาปัญหาของประชาชนแล้วแก้ได้ทันที มันต้องอยู่ฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นเอาทั้ง 2 อย่างมาผสมกันครึ่งหนึ่ง เราไม่ได้อยากเป็น สส.และเราอยากผลักดันนโยบาย อยากนำเสนอ การที่ตัดสินใจขอออกจากประชาธิปัตย์แล้วมาช่วยงานกับทางรัฐบาลภูมิใจไทยก็ถือว่าเป็นการตอบโจทย์สิ่งที่เราอยากจะทำ”
รัชดาเปรียบตัวเองว่าเป็นโฆษก “บลูทูท” ต้องการเป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล
เธอเห็นภาพความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า เกินกว่าจะตอบคำถามว่ารู้สึกอย่างไร หลายปัญหาถาโถมตั้งแต่รัฐบาลยังไม่ออกสตาร์ต รัชดาคิดแต่ว่าทำอย่างไรที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่มองเห็น
“นายกฯ กำชับว่าในสถานการณ์วิกฤตให้โฆษกและทีมโฆษกไปสื่อสารเรื่องที่รัฐบาลทำอยู่ให้ครบถ้วน ให้เป็นเหตุผล ตรงไปตรงมา ไม่ต้องปกป้องนายกฯ แต่แน่นอนในทางการเมืองย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รวมถึงวิจารณ์เกินเบอร์ ไม่อยู่บนโลกความเป็นจริง เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ไม่ได้มีโจทย์ว่าไปสวนกลับ หรือตอบโต้ แต่ไมนด์เซตที่ตั้งไว้คือ ชี้แจงและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ เมื่อชี้แจงแล้วก็หวังว่าคนฟังจะคลายความกังวลใจ”
ระดับไหนที่ตอบโต้ฝ่ายค้านและฝ่ายเห็นต่าง รัชดาตอบว่า ถ้าข่าวไม่จริง ข่าวบิดเบือน ต้องชี้แจงทันที แต่ถ้าเกิดวิจารณ์โดยไม่เห็นด้วยแต่วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผลไม่จำเป็นต้องตอบโต้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านรวมถึงนักวิชาการ ประชาชนเขาก็จะมีความคิดของเขา
ปัญหาหลายอย่างทำให้คนหมดศรัทธารัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ความยากจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จะทำอย่างไรในช่วงที่คนหมดศรัทธาต่อรัฐบาล “รัชดา” กล่าวว่า เข้าใจประชาชนเลย การสื่อสารจากรัฐบาลในสถานการณ์ที่มันวิกฤต ประชาชนเดือดร้อนแบบนี้ ไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะเอาดอกไม้มาชื่นชม เธอทำดีแล้ว เธอพูดดีแล้ว ไม่ใช่
ทุกคนก็ต้องอยากที่จะให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้นการสื่อสารจากภาครัฐต้องแสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจประชาชนก่อนในการเปิดฉาก ไม่ใช่บอกว่าอะไรกัน ทำไมไม่เข้าใจ คือคนเขาทุกข์เราก็ต้องเข้าใจตรงนั้น เพราะเราก็ทุกข์ไปกับเขา แต่วิธีพูดมันก็ต้องสื่อสารให้รู้
ข้อมูลเราก็ต้องเรียบเรียง ของข้อมูลมันก็ต้องมีการเรียบเรียงให้อธิบายว่าเข้าใจว่าเดือดร้อน สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่คือ 1 2 3 เราไม่ได้ทอดทิ้งนะ เราอยู่เคียงข้างกับท่าน แต่ที่เราทำได้แค่นี้เพราะมันมีข้อจำกัด มันเป็นสถานการณ์โลก มันเป็นวิกฤต ถ้าเราทำอย่างหนึ่งแต่มันอาจจะทำให้เกิดผลเสียหายในระยะยาว เช่น เอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุ้มราคาน้ำมัน ไม่สามารถอุ้มได้ตลอดไป เราติดหนี้เป็นหมื่นล้าน มาตรการอื่น ๆ ที่หลายฝ่ายเสนอมา มันอาจจะฟังแล้วดูดีในทางหลักการ แต่ในทางปฏิบัติมันต้องพิจารณาให้รอบด้าน
“ดังนั้นเราก็ต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าไม่ใช่รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอหรือไม่ฟังคุณ เราฟัง เราคิดอยู่ แต่นี่แหละคือคำตอบที่ตรงที่สุดในสถานการณ์นี้ที่ทำได้ และจะเป็นประโยชน์ในภาพรวม ก็ต้องอธิบาย”
“บางทีคิดว่าเราอยากจะอธิบายทั้งหมด แต่คงไม่มีใครอยากฟังในยุคนี้ ดังนั้น ข้อมูลที่เยอะต้องทำให้กระชับ เป็นข้อ พูดปุ๊บประชาชนเข้าใจเชื่อว่าถ้าประชาชนเข้าใจก็จะคลายความกังวล”
“รัชดา” ประเมินปัญหาของประเทศที่สำคัญที่สุด 3 เรื่องในวันนี้คือ 1.เริ่มต้นจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งพัฒนาเป็นวิกฤตค่าครองชีพแล้ว รัฐบาลดำเนินการอยู่ แต่พลังงานก็ยังเป็นประเด็นอยู่ ดังนั้นการหาแหล่งน้ำมันทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อทำให้เรามั่นใจได้ว่าน้ำมันสำรองที่เราบอกว่ามีอยู่ประมาณ 100 วันจากนี้แล้วประกาศครั้งหน้ามันก็จะไปต่ออีก 100 วัน
2.ค่าครองชีพแน่นอน มีมาตรการที่ออกมาประคับประคองชีวิตของประชาชน มันอาจจะไม่ได้มากมายแบบสิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย เพราะแต่ละประเทศมีความพร้อมทั้งเรื่องการเงิน การคลังไม่เหมือนกัน แต่ภายใต้สถานการณ์การคลังและโครงสร้างของประชากรมันก็จะมีมาตรการที่เราเชื่อว่าจะช่วยประคับประคองบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องประชาชนได้
3. เราไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ความท้าทายทั้งเรื่องของความมั่นคง ภัยพิบัติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม ยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องทำงานคู่ขนานไปสิ่งเหล่านี้ถ้าถามว่าจะทำยังไง ทุกอย่างมันก็บรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่เราเรียกว่า นโยบายชุด 10 plus
เธอเชื่อว่าการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ แต่สิ่งที่จะมากร่อนรัฐบาลคือวิกฤตเศรษฐกิจ วันนี้ประชาชนอยากจะให้ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตน้ำมัน และมีความคาดหวัง เป็นปัญหาทั่วโลก แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลมีมาตรการดูแล และเมื่อช่วงเวลาที่แย่ที่สุดผ่านไปเราก็เดินหน้าประเทศต่อ เราก็จะมีเวลาพิสูจน์ฝีมือในอีกมิติ
แต่ถ้าระยะยาวยังไม่มีผลงานออกมา แน่นอน..ประชาชนก็คงไม่แฮปปี้กับรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ มัน..ยากมาก เพราะเป็นปัญหาทั้งโลก
ประเมินผลงานรัฐบาลแฟร์ ๆ คิดว่าจะใช้เวลากี่เดือน “รัชดา” กล่าวว่า เมื่อแถลงนโยบายรัฐบาลมีมาตรการเศรษฐกิจออกมา ก็สามารถประเมินได้เลยว่ามาตรการที่นำเข้า ครม.สามารถประคับประคองชีวิตประชาชนได้หรือเปล่า เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการเรื่องปุ๋ย เรื่องนี้วัดได้ทันที
แต่ถ้าจะวัดว่าจีดีพีโตเท่านั้นเท่านี้เราเอาความจริงมาพูดกันว่าสถานการณ์โลกเป็นแบบนี้จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นแบบตัวเลขที่เคยหาเสียงคงเป็นไปไม่ได้
ตัวเลขจีดีพีโตเฉลี่ย 3% ที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้เป็นไปไม่ได้แล้วใช่ไหม รัชดาตอบว่า ถ้าถามในสถานการณ์ปัจจุบันมันก็ยากอยู่ ต้องเอาความจริงมาคุยกัน ถ้าเราบอกว่าอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรจะประหยัด แน่นอนมันก็ต้องมีผลต่อตัวเลขในด้านของการบริโภคของประชาชน รัฐบาลบอกว่าจะลดรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินในด้านที่ไม่จำเป็น และเอาไปใช้ในเรื่องของการดูแลประชาชนก็ต้องไปดูว่าบางเรื่องเนี่ยมันอาจจะไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เพราะไปดูแลกลุ่มคนเปราะบาง อาจจะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโตแต่มันจำเป็นต่อการดูแลประคับประคองชีวิตของเขา
ถามถึง 2 นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กับอนุทิน เหมือนต่างกันอย่างไรรัชดาบอกว่า ทั้งสองคนเป็นคนอารมณ์ดีและกันเอง ทำให้เรากล้าถาม กล้าเสนอว่าเอ๊ะ…แบบนั้นดีไหม แบบนี้ดีไหม เรากล้าที่จะไลน์ให้ข้อมูล
ถ้าอยู่ตำแหน่งจุดตรงนี้แล้วเราไม่กล้าสื่อสารกับผู้บริหารคิดว่าทำงานไม่ได้ เราต้องรู้ความคิดท่าน ต้องเรียนท่านว่าสังคมคิดอะไรอยู่ เขามองประเด็นไหนอยู่ เพราะว่าท่านจะโดนสัมภาษณ์ตั้งแต่เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ จนถึงคนต่อยกัน รุมถามนายกฯ หมดเลย การที่เราให้ข้อมูลว่ามันจะเจอประเด็นอะไรบ้าง อันนี้ก็จำเป็น
แต่ถ้าท่านแข็ง อย่ามายุ่งกับฉัน มันก็สื่อสารกันลำบาก แต่ทั้ง 2 ท่านน่ารัก ที่ชอบมากคือเวลาที่เราส่งอะไรไป ทั้ง 2 ท่านจะตอบ คือแม้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องตอบก็ได้ แต่ตอบกลับมาว่าฉันรับรู้ อันนี้ก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่ารัก
สำหรับท่านประยุทธ์ กับท่านอนุทิน คนที่ทำงานวงในคือทีม ทีมที่เราจะไปด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นลูกน้อง
เจ้านายในดวงใจไหม รัชดายอมรับตรง ๆ ว่า เพิ่งได้มาทำงานกับนายกฯ อนุทิน แต่สบายใจ แล้วก็ดีใจที่ท่านให้ความไว้วางใจ ถามความเห็นเรา ส่วนท่านก็บอกว่าอยากได้แบบไหน ไม่ชอบแบบไหน ทำให้เรารู้สึกว่าโอเคท่านสบายใจที่จะทำงานกับเรา
เพราะแม้ว่าในช่วงที่เป็นรองโฆษก ได้รู้จักกันอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดคุย
อะไรกันมากนัก แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้ทำงานร่วมกัน พอเราเห็นว่าผู้ใหญ่ไว้ใจเราก็ดีใจ ท่านให้ความเป็นกันเอง
สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดิฉันเคารพรัก รวมถึงอาจารย์น้อง (นราพร จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ประยุทธ์) ด้วย เพราะว่าท่านก็เป็นห่วง ช่วงนึงที่มีปัญหาสุขภาพผ่าตัดเยอะ ท่านก็จะคอยถามว่าหายดีหรือยังอาจารย์น้องฝากความเป็นห่วงนะ
หรือพอมาทำงานเป็นโฆษกรัฐบาลก็ไปกราบเรียนท่าน ขอพร ท่านก็บอกว่าไปทำงานให้เต็มที่ คิดถึงชาติบ้านเมือง ฟ้าลิขิต ท่านบอกว่าทำเต็มที่ ท่านบอกไม่ต้องพูดเยอะ บอกสั้น ๆ แต่มีพลัง
แต่ส่วนตัวเห็นว่าการเป็นโฆษกไม่คิดว่าต้องพูดเยอะ แต่ต้องพูดให้มีประเด็น มีสาระ แล้วจบ พูดเยอะในจังหวะนี้คิดว่ามีความเสี่ยง ยิ่งไปเปิดประเด็นให้คนมาจับจ้อง แล้วเดี๋ยวถูกตัดท่อนโน้นท่อนนี้ไปแชร์ แล้วก็ไปเป็นไวรัล เป็นดราม่า เลยทำให้สาระหลักที่อยากจะสื่อหายไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: รัชดา โฆษกบลูทูท อนุทิน 2 ตัวเชื่อมรัฐบาล-ประชาชน แก้วิกฤตศรัทธา