ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวในเชิงปริมาณ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก อย่างไรก็ดีการส่งออกยังได้รับแรงพยุงจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก และซาอุดีอาระเบียที่เริ่มมีบทบาทในฐานะตลาดใหม่จากการผลักดันเชิงนโยบายของภาครัฐ
ส่งผลให้การส่งออกมันอัดเม็ดยังเติบโต แม้ปริมาณจะลดลง แต่ราคาส่งออกเฉลี่ยของสินค้าหลักกลับปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมด ทั้งมันอัดเม็ด มันเส้น และแป้งมันสำปะหลังดิบ ที่ขยายตัวร้อยละ 2.98, 17.91 และ 13.31 ตามลำดับ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่มูลค่ามากขึ้น
ขณะเดียวกันกรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุกต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้บุกตลาดญี่ปุ่นเพื่อขยายการใช้มันอัดเม็ดในอุตสาหกรรมโคเนื้อ-โคนม และผลักดันแป้งมันเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและพลาสติกชีวภาพ ซึ่งได้รับการตอบรับดี เตรียมขยายตลาดเพิ่มเติมในจีน (ฉงชิ่ง) เยอรมนี และสหรัฐ รวมถึงจัดงาน World Tapioca Connect เพื่อเชื่อมผู้นำเข้าทั่วโลกและเร่งจับคู่ธุรกิจ
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ผนึกภาคเอกชนมันสำปะหลังไทย นำผู้ประกอบการไทยกว่า 12 รายเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง บุก ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป้าหมายขยายโอกาสทางการค้าและผลักดันสินค้ามันสำปะหลังมูลค่าเพิ่มของไทยเข้าสู่ตลาดจีนเพิ่ม โดยคณะไทยเดินทางพร้อมภาคเอกชนและสมาคมรวม 12 ราย ไปพบผู้ประกอบการจีนราว 34 ราย ซึ่งหากการจับคู่สำเร็จจะช่วยต่อยอดการค้าและหนุนราคาสินค้าเกษตรไทยได้
ทั้งนี้ ทางจีนเองยังมีความต้องการมันสำปะหลังสูงมาก โดยมีอุตสาหกรรมหลักที่ใช้สินค้าได้แก่ เอทานอล อาหารสัตว์ และอาหารแปรรูป จีนมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังรวมราว 10 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้ไทยส่งออกไปกว่า 6 ล้านตัน ส่วนที่เหลือมาจากกัมพูชาและเวียดนาม โดยสินค้าหลักของไทยแบ่งเป็นมันเส้นประมาณ 4 ล้านตัน ที่เหลือเป็นแป้งดิบและแป้งแปรรูปอีกราว 2 ล้านตัน
หากแยกตามเซ็กเมนต์สินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมเอทานอลยังเป็นตลาดใหญ่ โดยมันเส้นมีปริมาณนำเข้าไปใช้มากกว่าแป้ง ส่วนกลุ่มอาหารสัตว์ก็ถูกมองว่าเป็น “ดาวรุ่ง” เพราะมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบให้พลังงานที่ใช้ทดแทนข้าวโพดและข้าวสาลีได้ หากราคาสินค้าอื่นสูงขึ้นจีนก็มีแนวโน้มขยับมาใช้มันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ไทยมีโอกาสมากขึ้นในฐานะทางเลือกด้าน food security
สัญญาณจากการเจรจาในครั้งนี้ถือว่าเป็นบวก โดยผู้ประกอบการจีนตอบรับดี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์และแป้งมัน แต่ยังอยู่ระหว่างการต่อรองราคา เนื่องจากมีต้นทุนค่าขนส่งและปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเข้ามากดดัน อย่างไรก็ตามจีนยังยืนยันว่ามีความต้องการสินค้าจากไทยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังหน่วยงานภาครัฐเตรียมหารือร่วมกับ 4 สมาคม เพื่อเดินหน้ากระจายตลาด ไม่ให้พึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว หลังจากต้นปีได้เดินทางไปเปิดตลาดญี่ปุ่นแล้ว ต่อไปจะเร่งขยายตลาดแป้งแปรรูปไปยังยุโรปและสหรัฐ เพื่อหาตลาดล่วงหน้าและผลักดันสินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น
จุดแข็งของมันสำปะหลังไทยอยู่ที่งานวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการผลิต และความสามารถในการตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะแป้งมันและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไทยยังเชื่อว่ามีศักยภาพเหนือกว่า ขณะเดียวกันยังพยายามยกระดับไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ไบโอเคมิคอล และพลาสติกชีวภาพ เพื่อสอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่
ขณะที่จุดอ่อนไทยยังต้องเร่งใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ใช้ประโยชน์จากมันสำปะหลังได้ครบ ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่พึ่งเพียงหัวมันสด แต่ต้องผลักดันการแปรรูปไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นให้มากขึ้น โดยต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านนวัตกรรม เครื่องจักร และการต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม
ด้านราคา ปัจจุบันหัวมันสดปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนจากประมาณ 1.80 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราว 2.80 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนแป้งมันอยู่แถว 218 ดอลลาร์ต่อตัน และมันเส้นราว 220 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะอุปสงค์สูง ขณะที่อุปทานจำกัด โดยความต้องการใช้รวมอยู่ราว 40 ล้านตัน แต่ไทยผลิตได้เพียงประมาณ 24 ล้านตัน ที่เหลือต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาแปรรูปส่งออกต่อ
ส่วนเป้าหมายส่งออกปี 2569 มีการประเมินอย่างระมัดระวังมากขึ้น หลังปี 2568 ไทยตั้งเป้าไว้ 7.5 ล้านตัน แต่ทำได้จริงประมาณ 8.2 ล้านตัน ส่วนปี 2569 ตั้งกรอบไว้ราว 6-7 ล้านตัน เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่สงบบริเวณชายแดนและความไม่แน่นอนด้านผลผลิต
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือ อุตสาหกรรมเอทานอลในจีน ซึ่งจากข้อมูลที่ฝั่งจีนรายงานระบุว่าปีนี้ปริมาณการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นราว 15% ทำให้สินค้าเกษตรของไทยมีโอกาสขยายเข้าไปใช้ในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น แต่จีนไม่ได้ใช้วัตถุดิบจากไทยเพียงแหล่งเดียว เพราะยังนำเข้าจากประเทศอื่น และใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดีเพื่อการเติบโตของตลาดเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะคู่แข่งในภูมิภาคก็มีปัญหาของตัวเองอยู่เช่นกัน หากไทยคุมคุณภาพได้ดีก็จะรักษาความได้เปรียบและขยายตลาดต่อได้ หวังว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ปิดตลาดการค้า และแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางการค้าและแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน ซึ่งช่วยสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น
จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นร้อยละ 56.13 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
อย่างไรก็ดีภาพรวมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในช่วงต้นปี 2569 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกัน โดยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 0.90 ล้านตัน มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32.33 และร้อยละ 27.24 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออก 1.33 ล้านตัน มูลค่า 16,918.00 ล้านบาท สาเหตุจากผู้ประกอบการอยู่ระหว่างรวบรวมผลผลิตเพื่อนำไปแปรรูป ส่งผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศชะลอคำสั่งซื้อขาย
ส่วนการส่งออกมันอัดเม็ด 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีปริมาณการส่งออก 0.07 ล้านตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 133.33 และร้อยละ 132.87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับ: มันสำปะหลังไทยบุกตลาดจีน เล็งจับคู่ธุรกิจหวังขยายตลาด-เพิ่มมูลค่า
