ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวโครงการ JUMP+ อย่างเป็นทางการ หลังปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยจำนวน 143 บริษัท ยกเป็นเรือธงยกระดับศักยภาพและเพิ่มมูลค่าของ บจ. ไทย เน้นดัน “บริษัทกลาง–เล็ก” พร้อมอัดงบ CMDF 800 ล้านบาท หนุนตลอด 3 ปี พร้อมเปิดแผนแบบโปร่งใสต่อผู้ลงทุน หวังปลุกความน่าสนใจตลาดทุนไทย
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งใน flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งริเริ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของตลาดทุนไทยที่ต้องการยกระดับความน่าสนใจของ บจ. และตลาดทุนไทย โดยส่งเสริมให้ บจ. มีเป้าหมายและแผนระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value) ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทที่ร่วมโครงการต้องจัดทำแผน JUMP+ กำหนดเป้าหมายและแผน 3 ปี (2569-2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นแผนด้านธุรกิจ ด้านธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก
หลักการสำคัญของโครงการ JUMP+ คือการให้บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูล (disclosure-based) ด้วยตนเอง โดยตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่เป็นเวทีและแพลตฟอร์มในการนำเสนอแผนต่อสาธารณะและนักลงทุน
“เราไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าแผนดีหรือไม่ดี แต่ให้ผู้ร่วมตลาดและนักลงทุนเป็นผู้พิจารณา บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลและรับฟีดแบ็กกลับไป” นายสรวิศกล่าว
โดยหลังสิ้นสุดระยะเวลาการสมัครและส่งแผน JUMP+ มี บจ. เข้าร่วมโครงการ 143 บริษัท คิดเป็น 16% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 868 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทในตลาด SET จำนวน 87 บริษัท และตลาด mai จำนวน 56 บริษัท ครอบคลุมหลากหลายขนาด และอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจในการให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทกลาง-เล็กแห่เข้าร่วม JUMP+
นายสรวิศ ระบุว่า โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน ของเกาหลีและไทยมีจุดเน้นต่างกันอย่างชัดเจน โดยเกาหลีมุ่งไปที่บริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มแชโบล เพื่อแก้ปัญหา “Korea Discount” ซึ่งเป็น ภาวะที่บริษัทจดทะเบียนของเกาหลีใต้ถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าบริษัทในต่างประเทศขณะที่ไทยออกแบบโครงการให้เน้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเพิ่มมูลค่าบริษัท
“เกาหลีก็ตอนที่เริ่มโครงการ เป้าหมายคือบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะ พวกกลุ่มแชโบล แก้ปัญหา “Korea Discount แต่ของไทยวัตถุประสงค์ตอนที่ออกแบบโครงการอาจจะต่างกับทางด้านเกาหลี จริง ๆ เป้าหลักของเราอาจจะไม่ใช่รายใหญ่ จะเป็นรายเล็กและกลางมากกว่า เพราะนั้นก็เลยจะเห็นว่าทำไมของเราที่เข้ามาส่วนหนึ่งจะเป็นไซส์ที่กลางและเล็ก” นายสรวิศกล่าว
จากข้อมูลพบว่าบจ. ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มดัชนีขนาดใหญ่ โดยมีบริษัทนอก SET100 มากถึง 71 บริษัท ขณะที่อยู่ใน SET100 มี 12 บริษัท และ SET50 เพียง 4 บริษัท นอกจากนี้ยังมีบริษัทในตลาด mai อีก 56 บริษัท แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดกลางและเล็กเข้ามามีบทบาทอย่างมาก
ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) พบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีขนาดไม่ใหญ่มาก โดยกลุ่มที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทมี 55 บริษัท และช่วง 1,000-5,000 ล้านบาทมี 57 บริษัท ขณะที่กลุ่มขนาดกลาง 5,000-30,000 ล้านบาทมี 24 บริษัท และกลุ่มขนาดใหญ่ 30,000-100,000 ล้านบาทมีเพียง 4 บริษัท และมากกว่า 100,000 ล้านบาทมีเพียง 3 บริษัท โดยรวมแล้วบริษัทในโครงการ JUMP+ คิดเป็น 14% ของมูลค่าตลาดรวม หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม พบว่าบริษัทในโครงการมีความหลากหลาย โดยกลุ่มบริการ (SERVICE) มีจำนวนมากที่สุด 33 บริษัท รองลงมาคือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) 26 บริษัท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) 22 บริษัท ขณะที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO) และสินค้าอุปโภคบริโภค (CONSUMP) มีจำนวนเท่ากันที่ 17 บริษัท ส่วนกลุ่มธุรกิจการเงิน (FINCIAL) และเทคโนโลยี (TECH) มีจำนวนค่อนข้างน้อยที่ 9 บริษัทเท่ากัน และกลุ่มทรัพยากร (RESOURC) อยู่ที่ 10 บริษัท สะท้อนถึงการกระจายตัวของธุรกิจในหลายภาคส่วน
ในมิติของธรรมาภิบาล (Governance) พบว่าบริษัทส่วนใหญ่มีคะแนน CGR อยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มที่ได้ 5 ดาวมีมากถึง 69 บริษัท รองลงมาคือ 4 ดาว 27 บริษัท และ 3 ดาว 23 บริษัท ขณะที่ต่ำกว่า 3 ดาวมี 24 บริษัท นอกจากนี้ยังมีบริษัทจำนวน 59 บริษัทที่ได้รับการรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)
ส่วนผลการดำเนินงาน (ROE) บริษัทส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 0-10% จำนวน 69 บริษัท รองลงมาคือช่วง 10-20% จำนวน 39 บริษัท ขณะที่บริษัทที่มี ROE สูงกว่า 30% และต่ำกว่า -10% มีจำนวนค่อนข้างน้อย แสดงให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทำกำไรปานกลาง
ด้านการประเมินมูลค่า (Valuation) ค่า P/E ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 0-10 เท่า (47 บริษัท) และ 10-20 เท่า (45 บริษัท) ขณะที่ค่า P/BV ส่วนใหญ่กระจุกตัวในช่วง 0.5-1.0 เท่า จำนวน 53 บริษัท รองลงมาคือมากกว่า 1.5 เท่า จำนวน 35 บริษัท และต่ำกว่า 0.5 เท่า จำนวน 30 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงระดับราคาหุ้นที่ยังมีโอกาสในการเติบโต
138 บจ. ตั้งเป้าหมายธุรกิจ เน้นเติบโตรายได้-กำไร
นายสรวิศ กล่าวว่า โครงการ JUMP+ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนไทยกลับมาให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากในอดีตหลายบริษัทมีอัตราการเติบโตและค่า ROE อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ความน่าสนใจของตลาดลดลง บริษัทส่วนใหญ่ตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ในระยะเวลา 3 ปี สะท้อนความท้าทายและความตั้งใจในการยกระดับธุรกิจ ซึ่งมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อทิศทางตลาดทุนไทย
“บริษัทไทยที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างต่ำ ทำให้ตลาดเราไม่น่าสนใจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เลยอยากจะสร้างโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะกระตุ้นให้เขาสร้าง growth ตั้งเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าว่าจะเติบโตเป็นอย่างไร อาจจะตั้งเป้าในเชิงกำไรหรือตัวเลขอื่น ๆ ก็แล้วแต่บริษัทเป็นคนทำแผนเอง โดยส่วนใหญ่ตั้งเป้าเติบโตไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งก็มีความท้าทาย แสดงว่าเรากำลังจะกระตุ้นถูกทางแล้วที่จะให้เขาเติบโต เราอยากเห็นกลุ่มนี้เป็นหัวหอกที่จะกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนเติบโต” นายสรวิศกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้กำหนดตัวเลขบังคับหรือเกณฑ์ผ่าน-ไม่ผ่าน แต่เน้นให้บริษัท commit ต่อสาธารณะ และดำเนินการตามแผน พร้อมสื่อสารความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
“คีย์สำคัญคือการกล้าตั้งเป้าหมายแบบ forward-looking และลงมือทำจริง แม้เราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ แต่ต้องมีการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง” นายสรวิศกล่าว
จากแผนด้านธุรกิจ (Business) ของทั้ง 143 บริษัทที่นำส่งเข้ามา มี บจ. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรสูงถึง 138 บริษัท หรือคิดเป็น 96% (เพิ่มกำไร 114 บริษัท, เพิ่มรายได้ 30 บริษัท) สะท้อนถึงการต้องการเติบโตทางธุรกิจ และตั้งเป้าหมายอื่นๆ 8 บริษัท หรือคิดเป็น 4% (เพิ่มความสามารถการทำกำไร 5 บริษัท, เพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 3 บริษัท) โดยมีแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 278 แผนงาน ครอบคลุมทั้งมิติการเติบโต (Growth) จำนวน 133 บริษัท (75%), มิติประสิทธิภาพ (Profitability and Efficiency) จำนวน 107 บริษัท (59%) และเสถียรภาพ (Financial Stability) จำนวน 48 บริษัท (23%) ซึ่ง 1 แผนกลยุทธ์ของบริษัท สามารถช่วยยกระดับองค์กรได้มากกว่า 1 มิติ
ในด้านแผนด้านธรรมาภิบาล (Governance) จำนวน 272 แผนงาน (143 บริษัท) กว่าครึ่งเป็นแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน แผนยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และแผนยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน รวมทั้ง มีบริษัทได้จัดทำ 121 แผนงาน (104 บริษัท) เกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านการบริหารบุคลากรและการบริหารความเสี่ยง และ 69 แผนงาน (61 บริษัท) เกี่ยวกับโครงสร้างและคุณสมบัติของคณะกรรมการ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้านธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ มี 114 บริษัท หรือ 80% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ที่เลือกจัดทำแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan) แบบสมัครใจ โดยตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 12.8% ภายในปี 2571 สะท้อนถึงการให้ความความสำคัญด้าน ESG ของ บจ.
CMDF อัดงบ 800 ล้าน หนุนโครงการ 3 ปี
ในด้านการสนับสนุนทางการเงิน บริษัทในโครงการได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ในรูปแบบของเงินทุนสนับสนุน (Grant) เพื่อใช้จัดทำและดำเนินงานตามแผน JUMP+ โดยมีวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัล (Reward) สำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยมีมูลค่าสูงสุด 500,000 บาท ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญในการผลักดันให้บริษัทดำเนินธุรกิจตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ผ่านการจัดตั้ง Advisory Pool ที่ประกอบด้วยสถาบันการศึกษาชั้นนำ บริษัทตรวจสอบบัญชีขนาดใหญ่ และที่ปรึกษาทางธุรกิจ เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่บริษัทที่เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีการจัดหลักสูตรอบรม เวิร์กช็อป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนงาน JUMP+ เช่น การยกระดับงานนักลงทุนสัมพันธ์ (IR) การจัด CGR 1-on-1 Workshop การจำลองสถานการณ์ CGR (New CGR Simulation) ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาระบบต่อต้านคอร์รัปชันและ Executive Workshop
ในด้านการเพิ่มการมองเห็นของบริษัท (Corporate Visibility) โครงการ JUMP+ ได้จัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงบริษัทกับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Investor Day, Corporate Roadshow และ Media Program ในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการนำเสนอแผนธุรกิจผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์ (Analyst View) ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการรับรู้ของบริษัทในสายตานักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน และการมอบรางวัล JUMP+ Awards ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SET Awards เพื่อยกย่องบริษัทที่มีผลงานโดดเด่น
ขณะเดียวกัน โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์และพันธมิตรสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน โดยเปิดโอกาสให้บริษัทมีโอกาสเข้าสู่การเป็นหลักทรัพย์ที่กองทุน Thai ESG สามารถลงทุนได้ รวมถึงการได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมจากตลาดหลักทรัพย์ และการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมธรรมาภิบาลร่วมกับ IOD อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เช่น IAA และ TIA ในการส่งเสริมการให้ข้อมูลระหว่างบริษัทกับนักวิเคราะห์
ติดตามความคืบหน้าแผนงานทุก 6 เดือน
ปัจจุบันมีบริษัทนำเสนอแผน JUMP+ ต่อผู้ลงทุนแล้ว 93 บริษัท และจะนำเสนอแผนครบทุกบริษัทในวันที่ 17 เม.ย. 2569 นี้ หลังจากที่นำเสนอแผนครบทุกบริษัทแล้ว บจ. จะต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผน JUMP+ และสื่อสารให้ผู้ลงทุนทราบ อย่างน้อยทุก 6 เดือน ตามรอบระยะเวลาบัญชี (6M และ YE) ซึ่งต้องรายงานความคืบหน้า ภายใน 15 วันหลังส่งงบการเงิน และสื่อสารผู้ลงทุน ตามรอบกิจกรรม Earnings Call โดยผู้ลงทุนสามารถถามคำถามกับผู้บริหารได้โดยตรงระหว่างการนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน JUMP+ ของบริษัท ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้เมนู JUMP+
โดยต่อจากนี้ บจ. ที่เข้าร่วมโครงการจะไปดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้พร้อมกับสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการสนับสนุนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ลงทุน (Corporate Visibility) ที่เป็นไฮไลท์คือ JUMP+ Investor Day รวมไปถึงการร่วมใน flagship event อื่น ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการอบรมต่าง ๆ เพื่อเสริมองค์ความรู้ให้บริษัทสามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการสื่อสารกับผู้ลงทุน โดยเป็นการทำงานด้วยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรในภาคตลาดทุน
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัจจัยต่าง ๆ มากระทบการดำเนินงานตามแผน JUMP+ ของบริษัท บจ. สามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมาย แผนงาน หรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแผน JUMP+ ได้ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และต้องเปิดเผยและสื่อสารข้อมูลดังกล่าวแก่ผู้ลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำกับดูแลการเปิดเผยข้อมูลและกำกับการซื้อขาย บจ. ในโครงการ JUMP+ ให้เป็นไปตามเกณฑ์เช่นเดียวกับ บจ. ทุกราย
“ถ้าทำไม่ได้ตามแผน ต้องรีบชี้แจงและสื่อสารต่อสาธารณะ เป้าหมายจะปรับขึ้นหรือลงก็ได้ แต่ความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ ความสำเร็จระยะยาวคือการทำให้บริษัทคำนึงถึงผู้ถือหุ้นมากขึ้น ไม่ได้แค่วัดว่าแผนทำได้หรือไม่ได้” นายสรวิศกล่าว
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าโครงการ JUMP+ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับความสามารถแข่งขันของบริษัทไทย และอาจต่อยอดสู่เฟสถัดไปในอนาคตหากได้ผลการดำเนินงานที่ดี เพื่อขยายผลไปยังบริษัทในวงกว้างมากขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัว JUMP+ อย่างเป็นทางการ ทุ่ม 800 ล้าน เพิ่มมูลค่า บจ. ไทย