ภาครัฐเร่งเปิดทางเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย หวังเพิ่มทางเลือกซัพพลายท่ามกลางปัญหาขนส่งผ่านตะวันออกกลางตึงตัว แต่ภาคเอกชนยังชั่งใจหนัก หลังราคาที่เสนอขายยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ระยะเวลาขนส่งจากรัสเซียมายังไทยกินเวลาถึง 45-60 วัน เทียบกับเส้นทางผ่านฮอร์มุซที่ใช้เวลาเพียง 6-8 วัน หวั่นปิดดีลช้า สินค้ามาถึงช่วงปลายฤดูใช้ปุ๋ย เสี่ยงขายไม่ทันและแบกรับภาระสต๊อกค้าง
แหล่งข่าวในวงการผู้ผลิตปุ๋ย ระบุถึงกรณีที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับทางรัสเซียว่าไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรีย และขอให้รัสเซียพิจารณาจัดสรรโควต้าแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1 – 2 ล้านตันต่อปี นั้นว่า การเจรจานำเข้าปุ๋ยนั้นเป็นรูปแบบการดำเนินการดังกล่าว ไม่ใช่การที่รัฐบาลไทยจะเป็นผู้นำเข้าเองโดยตรง แต่เป็นเพียงการเปิดทางให้เกิดการซื้อขายระหว่าง เอกชนไทยกับเอกชนรัสเซีย โดยภาครัฐจะมีบทบาทในลักษณะเจรจา ประสาน และอำนวยความสะดวกในการเปิดดีลการค้าเท่านั้น
ล่าสุด รัฐบาลรัสเซียได้เสนอรายชื่อบริษัทผู้ขาย ยูเรียแบบเม็ด (granular) มาแล้วจำนวน 2 ราย ซึ่งถือเป็นรูปแบบสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดไทยมากกว่ายูเรียแบบผง อย่างไรก็ตาม ราคาที่เปิดเสนอยังถือว่าอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถตัดสินใจได้ง่ายนัก แม้จะเข้าใจว่าต้นทุนของรัสเซียสูงขึ้นตามระยะทางและค่าขนส่ง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอกชนไทยยังต้องชั่งน้ำหนัก คือเรื่องระยะเวลาการขนส่ง เพราะหากนำเข้าจากรัสเซียจะใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน กว่าสินค้าจะมาถึงประเทศไทย ขณะที่เส้นทางปกติผ่าน ฮอร์มุซ ใช้เวลาเพียง 6-8 วัน ถึงท่าเรือแหลมฉบัง ความต่างด้านเวลาเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อทั้งต้นทุน การบริหารสต๊อก และความเสี่ยงในการขาย
แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า หากการเจรจาเริ่มเดินหน้าและสามารถปิดดีลทางการเงินได้ในช่วง พฤษภาคม ขั้นตอนจัดซื้อ จัดส่ง และการเดินเรืออาจทำให้สินค้ามาถึงไทยในช่วง กรกฎาคม ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการจะเหลือเวลาจำหน่ายเพียงรอบเดียวก่อนสิ้นสุดฤดูใช้ปุ๋ยในเดือน สิงหาคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของปุ๋ยสำหรับนาข้าว
ความกังวลจึงไม่ได้อยู่แค่ราคาซื้อที่สูง แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงที่หากสินค้ามาถึงช้า หรือขายไม่ทันฤดูกาล ผู้ประกอบการอาจต้องรับภาระ สต๊อกค้าง และเผชิญภาวะขาดทุนจากต้นทุนที่รับมาแพง ในภาวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากสงคราม ต้นทุนขนส่ง และทิศทางราคาปุ๋ยโลก
ทั้งนี้ ยูเรีย ยังเป็นปุ๋ยหลักที่ใช้ใน นาข้าว มากที่สุด ขณะที่พืชชนิดอื่นมีการใช้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะนำไปผสมเป็นสูตรต่อ ส่วนภาคใต้มีลักษณะความต้องการต่างออกไป โดยใช้ยูเรียน้อยกว่าและมีความต้องการ โปแตช มากกว่า ทำให้การบริหารสต๊อกปุ๋ยต้องพิจารณาตามความต้องการของแต่ละภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
แม้ในปีแรก การเปิดตลาดนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียอาจยังไม่เห็นผลเชิงปริมาณมากนัก แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะยาว เพราะอย่างน้อยช่วยเพิ่มทางเลือกด้านซัพพลาย ลดการพึ่งพาแหล่งเดิมเพียงไม่กี่ประเทศ และอาจส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ให้ผู้ค้ารายย่อยที่กักตุนสินค้าไว้เริ่มทยอยระบายสต๊อกออกมาในราคาที่อ่อนลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ภาคเอกชนยังคงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่า การนำเข้าจากรัสเซียจะคุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่ เพราะแม้จะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ แต่หากต้นทุนยังสูง ระยะเวลาขนส่งยังนาน และฤดูกาลขายเหลือจำกัด การตัดสินใจนำเข้าอาจกลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ลุ้นเปิดทางนำเข้าปุ๋ยรัสเซีย แต่เอกชนหวั่นต้นทุนสูง-เรือใช้เวลา 45-60 วัน เสี่ยงสต๊อกค้าง