คอลัมน์ : Politics policy people forum
2 พรรคการเมืองระดับ “ตัวแปร” กำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายน
หนึ่งคือ พรรคเพื่อไทย สองคือ พรรคประชาชน
สำหรับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคอันดับสองในขั้วรัฐบาล 74 เสียง เตรียมจัดประชุมวิสามัญใหญ่พรรคในวันที่ 24 เมษายนนี้
พรรคเพื่อไทยเชิญชวน สส.ในไลน์กลุ่มว่า เป็นการประชุมพรรคครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งแรกในปี 2569
คาดการณ์ว่าอาจจะมีการ “เขย่าโครงสร้าง” คณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ เพื่อกระชับอำนาจการบริหารให้มาอยู่ภายใต้ร่มเงาตระกูลชินวัตร – เครือข่ายบ้านจันทร์ส่องหล้า
หลังจากในการประชุมใหญ่วิสามัญ เมื่อ 31 ตุลาคม 2568 พรรคเพื่อไทยต้องพ้นจากอำนาจการบริหาร ร่วงไปเป็นฝ่ายค้าน จากพิษคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุนเซน ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็มีผลเอฟเฟ็กต์มาถึงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเวลาไล่เลี่ยกันผู้นำจิตวิญญาณของพรรค “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องกลับไปถูกจองจำอีกครั้ง
เมื่อรัฐบาลอนุทิน 1 ในเวลานั้นประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือน และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 พรรคเพื่อไทยต้องปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ คือ เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค มาเป็น “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ดึง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” กลับมาเป็นเลขาธิการพรรค มีส่วนผสมสำคัญคือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่นับเป็นนายทุนสำคัญของพรรค
คณะกรรมการบริหารที่อนุมัติในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จึงมีส่วนผสมคนรุ่นใหม่เครือข่ายแพทองธาร และบ้านจันทร์ส่องหล้า ผสมกับคนการเมืองภายใต้กลุ่ม ส.สุริยะ แต่การ “นำพรรค” ยังอยู่ในมือเครือข่ายจันทร์ส่องหล้าและกลุ่มแพทองธาร ส่วน ส.สุริยะ ร่วมขบวนกองกลาง โดยที่พรรคชูจุดขาย คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ตัวตายตัวแทนตระกูลชินวัตร
ทว่าผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ กลับสวนทางภาพในฝันของแกนนำ ทำได้เพียง 74 ที่นั่ง ต่ำร้อยเป็นครั้งแรกร่วม 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย
ต่างจากพรรคคู่แข่ง คู่แค้น “ภูมิใจไทย” ที่ได้ สส.มากถึง 192 ที่นั่ง แต่ทว่ารอยร้าวระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทย ก็ถูกกลบฝังเมื่อพรรคเพื่อไทยถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล
โดยที่มี “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นตัวเชิดสำคัญของพรรคเพื่อไทย ในรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเดียวกันกลุ่ม ส.สุริยะก็ถูกลดบทบาท สะท้อนจากเก้าอี้รัฐมนตรีที่ไม่ได้ตามที่ต้องการ
ดังนั้นการปรับโครงสร้างพรรควันที่ 24 เมษายนนี้อาจเห็นการกระชับอำนาจในคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยใหม่อีกครั้ง
โดยที่ “ยศชนัน” อาจถูกชูบทบาทให้โดดเด่นขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นเพียงหัวโขนตามกฎหมาย แม้จะมีเสียงจาก สส.หลายกลุ่มต้องการชู “ดร.เชน-ยศชนัน” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่
แหล่งข่าวที่คลุกวงในพรรคเพื่อไทยอธิบายว่า “ดร.เชนไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าพรรค ตำแหน่งหัวหน้าพรรคมีภาระหน้าที่ทางกฎหมาย เป็นงานรูทีน นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคเลย ทั้งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุณเศรษฐา ทวีสิน เว้นแต่คุณแพทองธาร ที่เป็นหัวหน้าพรรคมาก่อนที่จะได้นั่งนายกฯ”
แม้จะยังไม่นั่ง “หัวหน้าพรรค” แต่นับจากนี้พรรคเพื่อไทยจะไปต่อได้แค่ไหน ส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการฉายแสงของ “ยศชนัน”
ขณะที่พรรคประชาชนถือเป็น “ไฟต์บังคับ” หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้องจากคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ในวันที่ 24 เมษายนนี้ กรณีเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีแกนนำ-สส.พรรคประชาชนในปัจจุบันรวมอยู่ 10 คน คนสำคัญที่สุดคือ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”
แม้ทีมกฎหมายจะเตรียมยื่นคำขอคัดค้าน ให้ “ณัฐพงษ์” ปฏิบัติหน้าที่ต่อทั้งในตำแหน่ง สส. และตำแหน่งว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยอมรับว่า ในการประชุมใหญ่สามัญของพรรคจะมีการปรับในตำแหน่งหลัก อาทิ เลขาธิการพรรค เพราะนายศรายุทธ ใจหลัก ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแล้ว จึงจะต้องมีการเลือกคนใหม่ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะต้องรอความชัดเจนจากคดี 44 สส.ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งออกมาอย่างไร
แม้ต้องรอลุ้นคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าจะรับคำฟ้องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงคำสั่งให้ “เท้ง-ณัฐพงษ์” และ สส.ประชาชนอีก 9 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่พรรคประชาชนได้เตรียมตัวตาย-ตัวแทนไว้แล้ว อาจารย์ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่ถูกพรรควางบทให้ออกมาแสดงหน้าฉากมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ-วิกฤตพลังงาน ช่วงที่ผ่านมา
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวมบทเป็นนักการตลาดการเมือง เทียบฟอร์ม 2 อาจารย์ เชน-ต้น หากขึ้นมานำพรรค จะพาเพื่อไทย-ประชาชนไปรอดหรือไม่
ดร.สติธรประเมินว่า อาจารย์เชนทำได้อยู่แล้ว ดูวันนี้โชว์ฟอร์มไม่หยุดไม่หย่อน ที่สำคัญได้ทำงานฝ่ายบริหารเป็นรองนายกฯ ควบ อว. ได้โชว์ของสิ่งที่ถนัด และในมุมเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีอื่นในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจารย์เชนกินขาด ในมุมที่มีหัวคิด วิสัยทัศน์ ดังนั้นอาจารย์เชนจึงได้เปรียบเยอะ
วันนี้อาจารย์เชนมาถูกทางแล้วในฝ่ายบริหาร ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ให้นักการเมืองบริหารไป อาจารย์เชนไม่ต้องมาเป็นหัวหน้าพรรคหรอกเสียเวลา เล่นบทรองนายกฯ ควบ รมว.อว.เตรียมตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยไว้เลย เท่สุดแล้ว
ดร.สติธรผู้เข้าใจโครงสร้างพรรคการเมืองมองว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นงานพ่อบ้าน ดูเรื่องกฎหมาย สร้างคนในพรรค วางโครงสร้างพรรค สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่มาสานต่อ งานแบบนี้ให้นักการเมืองมืออาชีพทำเถอะ ส่วนงานรัฐมนตรีเป็นงานแอ๊กชั่น งานของจริง ไม่ต้องมาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะทำให้เสียเวลา และเสียของ รวมถึงถ้าเป็นหัวหน้าพรรคก็มาทำงานตำแหน่งรัฐมนตรีไม่เต็มที่
ในขณะที่แกนหลักการบริหารพรรคเพื่อไทยคือแพทองธาร “ดร.สติธร” บอกว่า คุมได้ในเชิงบารมี แต่เวลาทำอะไรขอให้มีที่ปรึกษาดี ๆ แต่การที่มีบารมีชินวัตรขับเคลื่อนอยู่ ก็ยังมีประโยชน์ และวันนี้อาจารย์เชนจะเป็นตัวทำให้ “เงาตระกูลชินวัตร” มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
“เพราะคำว่าตระกูลชินวัตรรอพึ่งแค่คุณทักษิณอย่างเดียว ทำให้เห็นว่าตระกูลชินก็มีของ และเป็นที่พึ่งในเชิงสร้างภาพลักษณ์ สร้างกระแสให้พรรคเพื่อไทยขายได้”
ดร.สติธรมองว่า โพสิชั่นของอาจารย์เชนเป็น “สินค้าหน้าร้าน” เพราะอนาคตพรรคเพื่อไทยต้องพึ่งพาอาจารย์เชน แต่จะให้อาจารย์เชนมาสร้างบารมีคุมพรรคก็จะวุ่นอีก จึงต้องอาศัยบารมีตระกูลชินวัตรช่วยกันกำกับ-ต่อรอง วางโครงสร้างการเมืองให้ลงตัว
“อาจารย์เชนเป็นสินค้าหน้าร้าน ส่วนโรงงานข้างหลังคือพรรคเพื่อไทย ต้องมีระดับเซียนการเมืองคอยทำให้ และมีผู้มากบารมีตระกูลชินไปกำกับ”
อีกคนหนึ่ง คือ อาจารย์ต้น-วีระยุทธ หากมานำพรรคประชาชนจะไหวหรือไม่ “ดร.สติธร” มองว่า อาจารย์ต้นเขาก็ไหว แต่ปัญหาคือจะไม่มีความแตกต่าง เพราะอารมณ์ตอนนี้แค่เปลี่ยนชื่อคน ยังไม่มีอะไรแตกต่างจากณัฐพงษ์ แค่เปลี่ยนจุดขายตรงที่ณัฐพงษ์เป็นสาย Data สาย Tech แต่อาจารย์ต้นเป็นสายเศรษฐศาสตร์ แค่ความถนัดตัวบุคคลที่ต่างกัน แต่ไม่ได้ต่างมาก
“สุดท้ายการนำพรรคสองคนนี้ไม่ได้ห่างมากในฐานะผู้นำ และความมีเสน่ห์ทางการเมือง เพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยกันทั้ง 2 คน และอาจารย์ต้นก็มีบทบาทตามสมควรแต่ไม่ได้ฉายขึ้นมา ไม่เด่น โดดกัน ส่วนพรรคมีโปลิตบูโรข้างหลัง มียุทธศาสตร์มันสมองทำงานอยู่แล้ว”
“อาจารย์ต้นเป็นสินค้าหน้าร้านเหมือนกัน และลองตลาดแล้วรอบเดียวกับเท้ง ไม่ได้ต่างกันเยอะ พรรคประชาชนจึงมีโอกาสทรง ๆ เพราะไม่มีตัวพลิก”
แล้วทำอย่างไรถึงจะพลิกเกมได้? “ต้องเปลี่ยนคน ต้องหาคนใหม่ที่ขายออกเลย เพราะทีมยุทธศาสตร์ไม่มีแหวกกว่านี้ แผนการตลาดอันเดิม คุณต้องการสินค้าหน้าร้านใหม่เท่านั้น”
ส่วน พริษฐ วัชรสินธุ โฆษกปากกล้า-โปรไฟล์ดีของพรรคประชาชน ดร.สติธรบอกว่า “คนนี้ใช้ได้ แต่ไทมิ่งยังไม่ใช่”
ถ้าเทียบระหว่าง เชน-ยศชนัน กับ ต้น-วีระยุทธ
เป็นอาจารย์เหมือนกัน แต่คนละแบบ อาจารย์เชนสายวิทย์ เนิร์ดไปเลย เนิร์ดแบบเด็กวิทย์ กับอาจารย์ต้น อาจารย์สายเศรษฐ แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์แบบเนิร์ด ๆ คล้ายกับนักเศรษฐศาสตร์สถาบันการเงิน ปนระหว่างสายปฏิบัติกับสายวิชาการ อาจารย์ต้นพอมาทำการเมืองก็เหมือนกับเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ไม่แหวก
“การเมืองขายของแปลกใหม่และเด่น หาจุดเด่นของจุดเด่นของตัวเองไม่ออกที่เปรียบเทียบ พอเปรียบเทียบคู่นี้อาจารย์เชนขายง่ายกว่า” ดร.สติธรสรุป
จับตาการเมืองวันที่ 24 เมษายน
เป็นวันที่ทั้งสองพรรค เพื่อไทย-ประชาชน จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เพื่อไทย-ปชน. รื้อโครงสร้างพรรค เทียบฟอร์มผู้นำใหม่ ยศชนัน – วีระยุทธ