อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ค้านขยายเพดานหนี้สาธารณะ ชี้ยังมีช่องบริหาร แนะเร่ง “กระชับหนี้–ปฏิรูปเศรษฐกิจ” ก่อนขอเงินเพิ่มจากประชาชน
นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ คัดค้านแนวคิดขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยระบุว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังเหลืออยู่ และควรเร่งบริหารหนี้เดิมให้มีประสิทธิภเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แทนการผลักภาระไปยังประชาชนในอนาคต
หนี้ใกล้ชนเพดาน–แนวโน้มยังเพิ่ม
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 12.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP ใกล้เพดานกฎหมายที่ 70% เหลือพื้นที่อีก 3.91% หรือราว 7.45 แสนล้านบาท
ก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 41.18% ก่อนจะเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำยาวนาน ขณะที่ในช่วงกันยายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 หนี้เพิ่มจาก 64.41% เป็น 66.09% หรือ 1.68% ภายในเวลาไม่ถึงปี
ย้อนตัวอย่างในอดีต: ทำเศรษฐกิจโตให้เร็วกว่าหนี้
นายวรวงศ์ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาลของ ดร. ทักษิณ ชินวัตร ที่สามารถลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 57.6% เหลือ 39.18% ผ่านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 5% ต่อปี ทำให้ “GDP โตเร็วกว่าหนี้” และสามารถชำระหนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด
เขาระบุว่า หัวใจสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับฐานรากถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจขยายตัว และรัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มภาระภาษีแก่ประชาชน
ชี้นโยบายปัจจุบันยังเน้นระยะสั้น
นายวรวงศ์มองว่า แผนนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบันยังเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เช่น การอุดหนุนราคาสินค้าและการแจกเงิน มากกว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจประเทศในระยะยาวได้
“หากยังไม่มีแผนใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไม่เปลี่ยนแปลง ท้ายที่สุดจะเหลือเพียงภาระหนี้ให้คนรุ่นต่อไปต้องรับผิดชอบ” นายวรวงศ์กล่าว
ปมหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ภาระยืดเยื้อเกือบ 30 ปี
หนี้ก้อนดังกล่าวมีที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งรัฐต้องเข้าช่วยเหลือระบบสถาบันการเงินผ่าน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ หนี้ส่วนนี้ยังคงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องทยอยชำระอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกการจัดเก็บเงินจากระบบสถาบันการเงินและงบประมาณของรัฐ สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการบริหารหนี้ภาครัฐไทย
วรวงศ์เสนอว่า ก่อนจะขยายเพดานหนี้ รัฐควร “กระชับหนี้เก่า” โดยเฉพาะหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างของภาระระยะยาวที่ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบันหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้กองทุนฟื้นฟูฯ คงเหลืออยู่ประมาณ 4.89 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระสะสมยาวนานเกือบ 30 ปี รัฐบาลควรส่งสัญญาณถึงธนาคารแห่งประเทศไทยขอกระชับหนี้ โดยขอให้ ธปท. ปรับแผนการชำระหนี้ให้เร็วขึ้นไม่ต้องรออีก 20-30 ปีข้างหน้า
ทางออก: กระชับหนี้–เพิ่มรายได้–ระดมทุนรูปแบบใหม่
วรวงศ์เสนอว่า หากเศรษฐกิจเติบโตเกิน 5% ต่อปี GDP จะเพิ่มขึ้นราว 9.5 แสนล้านบาทต่อปี สามารถสร้างพื้นที่การคลังเพิ่มได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 2.4 ล้านล้านบาทตลอด 4 ปี
ขณะเดียวกัน ควรปรับโครงสร้างหนี้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท สามารถเพิ่มพื้นที่ทางการคลังอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท
ในด้านรายได้ เขาเสนอให้รัฐนำเทคโนโลยีมาใช้ขยายฐานภาษีและดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีได้เทียบเท่าการขึ้น VAT 2% หรือราว 2.7 แสนล้านบาทต่อปี
ตนเองอยากให้รัฐบาลสานต่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย เพื่อดึง “เศรษฐกิจนอกระบบ” (Informal Economy) ที่มีมูลค่ามหาศาลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ ซึ่งจะช่วยขยายฐานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น แทนการปรับขึ้นอัตราภาษี
ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด ควรระดมทุนจากประชาชนผ่าน Infrastructure Fund (IFF) หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยให้รัฐมีเงินสำหรับลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้ทันที โดยไม่กระทบรายจ่ายตามงบประมาณประจำปี และ ไม่เป็นการก่อหนี้สาธารณะใหม่เพิ่มเติม
ย้ำยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้
นายวรวงศ์ประเมินว่า หากรวมศักยภาพจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบริหารหนี้ การเพิ่มรายได้ และการเพิ่มการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ รัฐจะมีวงเงินกู้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท สำหรับช่วง 4 ปีนี้ของรัฐบาล
“ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในเวลานี้ หากสามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวรวงศ์กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวต้นฉบับ: วรวงศ์ ค้านขยายเพดานหนี้ ชี้ยังมีช่องบริหาร แนะ กระชับหนี้–ปฏิรูป ศก.