ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจเช่าซื้อทำท่าจะไปได้ดี หลังจากยอดจองซื้อรถยนต์ในงาน “Motor Expo” ตอนปลายปีที่แล้ว และ “Motor Show” เมื่อต้นเดือน เม.ย. ออกมาดูดีเกินคาด อย่างไรก็ดีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น และทำท่าจะยืดเยื้อกว่าที่คิด ทำให้การทำธุรกิจยังน่าจะต้องเหนื่อยต่อไปอีก
นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนแรกยอดสินเชื่อเช่าซื้อขยายตัวได้ดี จากอานิสงส์ยอดขายรถยนต์ในงาน “Motor Expo” ช่วงปลายปี 2568 แต่หลังจากเดือน มี.ค.เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว เป็นผลมาจากเกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดีจากยอดจองซื้อรถในงาน “Motor Show” เดือน เม.ย.ออกมาค่อนข้างสูง จึงน่าจะทำให้ตัวเลขไตรมาสที่ 2 ยังสามารถเติบโตได้ แต่เชื่อว่าหลังสิ้นไตรมาส 2 ไปแล้วยอดขายรถยนต์และธุรกิจเช่าซื้อจะกลับมาซบเซาเหมือนเดิม
ขณะที่ภาพรวมยอดขายรถยนต์ทั้งปี 2569 คาดว่าน่าจะทรงตัว หรือลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ราว 6-6.2 แสนคัน ซึ่งสถานการณ์สงครามเป็นปัจจัยสำคัญ แม้ว่าจะเจรจาสงบศึกได้แต่มีผลระยะยาวต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค เพราะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยจะเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทรงตัวในระดับสูง
“สงครามในตะวันออกกลางกระทบธุรกิจหลายมิติเป็นลูกโซ่ ทั้งกำลังซื้อ ความสามารถในการชำระหนี้ สะท้อนมายังคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งขึ้นกับแต่ละไฟแนนซ์จะปรับตัวอย่างไร แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลทำโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” น่าจะเป็นผลดีช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์และเช่าซื้อได้ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งต้องรอดูรายละเอียดของโครงการอีกครั้ง แต่เบื้องต้นตามข่าว 2 หมื่นคัน”
นายชัชฤทธิ์ ตั้งเถกิงเกียรติ์ ประธานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดเช่าซื้อในปี 2569 ยังเห็นยอดสินเชื่อติดลบอ่อน ๆ สอดคล้องตามยอดขายรถยนต์ ซึ่งคาดทั้งปียอดขายน่าจะไม่ถึง 6 แสนคัน หรืออยู่ที่ราว 5.7 แสนคัน ใกล้เคียงกับปี 2567 จากเดิมประเมินยอดขายใกล้เคียงปี 2568 ที่อยู่ 6.1-6.2 แสนคัน ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อกำลังซื้อและเงินในกระเป๋าของคนไทย
“แม้ว่าปัจจัยราคาน้ำมันแพง ทำให้เห็นสัญญาณการจองรถหรือซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น แต่เป็นการโยกดีมานด์จากการซื้อรถสันดาปมาเป็นรถอีวี แต่หากดูยอดขายโดยรวมยังไม่สามารถชดเชยให้ยอดขายหรือยอดสินเชื่อกลับมาเป็นบวกได้”
โดยรถกระบะยังเป็นเซ็กเมนต์ที่น่ากังวล จะเห็นยอดขายปรับลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 1.8 แสนคัน จากปกติยอดขายรถกระบะจะอยู่ที่ราว 50% ของยอดขายรถทั้งหมด จากเดิมคาดว่าปี 2568 ยอดขายรถกระบะน่าจะถึงจุดต่ำสุด แต่ปีนี้ยอดขายน่าจะปรับลดลงอีก ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้กลุ่มรถกระบะถูกกระทบมากกว่าเซ็กเมนต์อื่น ประกอบกับกลุ่มลูกค้ารถกระบะมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอื่น
ดังนั้นหากดูภาพรวมในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขยอดขายรถยนต์ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น แต่ค่ายรถยนต์อีวีจะปรับตัวดีขึ้น เพราะดีมานด์ที่ถูกโยกมาจากรถยนต์สันดาป ทำให้ยอดขายรถสันดาปปรับลดลง โดยหากดูสัดส่วนยอดขายของรถยนต์อีวีในปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 20% ของยอดขายทั้งหมด แต่จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นคาดว่าสัดส่วนยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 23-25% จากปี 2568 อยู่ที่ราว 20-25% ของยอดขายทั้งหมด
นายชัชฤทธิ์กล่าวว่า จากทิศทางยอดขายรถยนต์ในปี 2569 ดังกล่าว ธนาคารยังคงตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อเช่าซื้อในแง่สินเชื่อปล่อยใหม่ เนื่องจากยังมีโอกาสเติบโตในแง่ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) โดยมุ่งเน้นในส่วนของรถมือสอง ตั้งเป้าเติบโต 15-20% ซึ่งเป็นสินเชื่อกลุ่มผลตอบแทนสูง (High Yield) ที่มีโอกาสขยายตัว และรถแลกเงิน คาดว่าเติบโต 25% อย่างไรก็ดีในส่วนของพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่มีอยู่เกือบ 4 แสนล้านบาท จะพยายามรักษาพอร์ตไว้ในระดับเดิม หากดูในอุตสาหกรรมจะพบว่ายอดสินเชื่อคงค้างลดลงหลายปีต่อเนื่อง
“โทนตลาดปีนี้ไม่แน่นอน เราเห็นการสะวิงของดีมานด์รถน้ำมันไปสู่อีวีพอสมควร แต่โดยรวมตลาดยังคงไม่ได้กลับมาเป็นบวก เพราะเศรษฐกิจมีความผันผวน ส่วนหนี้เสียโดยรวมดีขึ้น แต่เราก็ยังต้องเฝ้าระวังจากความไม่แน่นอนที่อาจเข้ามากระทบ อย่างไรก็ดีหากดูพอร์ตรถยนต์อีวีเราถือว่าสัดส่วนค่อนข้างดีและชนะตลาด หากดู Adoption เราอยู่ 30-35% จากตลาดอยู่ที่ 25% เรายังเป็นพันธมิตรกับแบรนด์หลัก”
นางสาวชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้กรุงศรีออโต้ประเมินว่ายอดขายรถยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 6 แสนคัน หรือลดลงราว 3% และยอดขายรถจักรยานยนต์ใหม่อยู่ที่ประมาณ 1.72 ล้านคัน หรือลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับปี 2568 ส่งผลให้มูลค่ารวมตลาดสินเชื่อยานยนต์มีแนวโน้มอยู่ที่ 3.83 แสนล้านบาท ชะลอตัวลงราว 4%
ทั้งนี้ในส่วนของกรุงศรี ออโต้ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโต 6% หรือคิดเป็น 1.62 แสนล้านบาท ควบคู่กับการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 1 ใน 4 หรือคิดเป็น 25% ของตลาดรวมภายในสิ้นปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Resilient Growth” ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.ยกเครื่อง “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ต” 2.ปักธงเจ้าตลาด “ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ามือสองครบวงจร” รายแรกในประเทศไทย และ 3.ยกระดับประสบการณ์ที่ “มากกว่าสินเชื่อยานยนต์” โดยอยู่กับผู้ใช้รถในทุกจังหวะชีวิต ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นขอสินเชื่อจนสิ้นสุดสัญญา
“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่รถยนต์อีวีได้รับความนิยมมากขึ้น แต่จะมากถึงขนาดที่สัดส่วนเกินกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันไปขนาดไหนนั้นต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย”
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงครามทุบเช่าซื้อปี’69 ยอดจอง EV พุ่ง ไม่พอฟื้นตลาด