ทุเรียนปี’69 ออกแล้ว “แพลททินัม ไพร์ม ไรส์” ชี้คุณภาพดีที่สุดในรอบหลายปี คาดส่งออกจีนทะลุล้านตัน มูลค่าเกิน 1.5 แสนล้าน แต่เจอต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่ม 10-20% แถมทุเรียนเวียดนามจ่อถล่มราคา ผู้ส่งออก-ล้งไทยเหนื่อยหนัก ผลผลิตเยอะเงินสดหมุนจ่ายไม่ทัน เปิดช่องทุนจีนทะลักเข้ายึดตลาดแทน
นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ไพร์ม ไรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PPR ผู้นำด้านการส่งออกผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยมของไทย และธุรกิจส่งออกทุเรียนไทยเกรดพรีเมี่ยมสู่ตลาดจีน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยเกรดพรีเมี่ยมไปตลาดจีนว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ “คุณภาพทุเรียนไทยดีที่สุดในรอบหลายปี” จากปัจจัยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะช่วงก่อนการตัดผลผลิต เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีฝนตกน้อย ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อทุเรียนได้ดี ลดความเสี่ยงการเกิดเชื้อราและปัญหาเนื้อเสีย โดยทุเรียนปีนี้จะดี เนื้อแน่น สีสวย และรสชาติจะหวาน แม้แต่ทุเรียนทรงที่มีปัญหา อย่างทุเรียนหัวจีบ ซึ่งปกติไม่ดี แต่ปีนี้ยังรสชาติดี ทำให้ประเมินว่าราคาในช่วงต้นฤดูผลผลิตออกสู่ตลาดจะสูง โดยกรมวิชาการเกษตรกำหนดวันดีเดย์เก็บเกี่ยวทุเรียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ปี 2568 ไทยมีการส่งออกทุเรียนไปจีน มูลค่า 150,000 ล้านบาท ปริมาณ 930,000 ตัน แต่สำหรับปี 2569 คาดการณ์ว่าน่าจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าปี 2568 อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของมูลค่าดังกล่าวไม่ได้สะท้อนราคาทุเรียนที่ดีขึ้นโดยตรง แต่เป็นผลจากต้นทุนในระบบที่สูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมาก ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะที่ปริมาณการส่งออกทุเรียนปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะแตะระดับล้านตัน ซึ่งเป็นผลจากการขยายพื้นที่การปลูกในช่วงโควิด-19ซึ่งทำให้ต้นทุเรียนให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 4-5 แม้บางพื้นที่น้ำหนักเฉลี่ยต่อผลลดลง แต่ภาพรวมผลผลิตรวมยังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดสูงกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามผลผลิตที่มีเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยอาจลดลง เนื่องจากปริมาณที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะซัพพลายกดดันราคา สะท้อนว่ากำไรที่แท้จริงอาจจะไม่ได้เพิ่มตาม โดยชาวสวนเกษตรกรจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น ทั้งปุ๋ย แลอาหารเสริม โดยปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในฤดูกาลปัจจุบันอาจไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน เพราะเป็นต้นทุนเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ดังนั้นผลกระทบที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นกับฤดูเพาะปลูกถัดไป โดยเฉพาะทุเรียนภาคใต้ ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดในกลางปีนี้
“ในส่วนของผู้ส่งออกจะเจอปัญหากดดันที่สำคัญ คือต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยประเมินว่าต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% แม้ทุเรียนจะไม่ได้ใช้บรรจุภัณฑ์มาก แต่ต้นทุนกระดาษและเยื่อกระดาษก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องนำเข้า”
นายณธกฤษกล่าวอีกว่า ส่วนความต้องการสินค้าในตลาดค่อนข้างจำกัด ขณะที่ผลผลิตก็ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งที่จะระบายสินค้าออกไปให้ได้มากที่สุด หากไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดปลายทางได้ทันจะทำให้สินค้าไหลกลับเข้าสู่ตลาดในประเทศ กดดันราคาภายใน ส่วนการแปรรูปนั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวนต้นทางแต่อย่างใด
“การแปรรูปเพิ่มมูลค่าในเชิงธุรกิจ แต่ต้นทุนสูงมาก เช่น ฟรีซดราย น้ำหนักหายไปประมาณ 10 เท่า ต้นทุนพุ่งขึ้นทันที ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าที่กลางน้ำ แต่รายได้ชาวสวนไม่ได้เพิ่มขึ้น”
นายณธกฤษกล่าวว่า ผลผลิตทุเรียนของไทยปีนี้ออกสู่ตลาดล่าช้า โดยปีก่อนหน้าออกสู่ตลาดปลายเดือนมีนาคม มาปีนี้เริ่มวันที่ 20 เมษายน 2569 ขณะเดียวกันทุเรียนจากเวียดนามซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญในการส่งออกขายจีน โดยการออกสู่ตลาดจะชนกับทุเรียนใต้ของไทย
“โดยปกติราคาทุเรียนของไทยจะพุ่งสูงในช่วงต้นฤดู แล้วค่อย ๆ ปรับลดลงต่ำสุดประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จากนั้นจะเริ่มฟื้นตัว แล้วราคาเด้งขึ้นอีกทีรับกับช่วงออกสู่ตลาดของทุเรียนใต้ แต่มาปีนี้ทุเรียนเวียดนามจะชนกับทุเรียนใต้ ทำให้ราคาไม่ฟื้นกลับ”
นอกจากนี้เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางขนส่งใกล้จีน ทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่าไทย ในภาวะที่ราคาน้ำมันสูงความได้เปรียบดังกล่าวยิ่งชัดเจน และกดดันการแข่งขันด้านราคาโดยตรง บางช่วงพบว่าทุเรียนเวียดนามสามารถตั้งราคาขายได้ใกล้เคียง หรือสูงกว่าทุเรียนไทยบางพื้นที่ โดยเฉพาะทุเรียนภาคใต้ของไทยที่เผชิญข้อจำกัดด้านคุณภาพจากฤดูฝน ทำให้ผู้ประกอบการประเมินว่าทุเรียนใต้อาจเผชิญความเสี่ยงแข่งขันยากขึ้นในระยะถัดไป อีกทั้งยังมีเรื่องเอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีก 3 ปี เป็นสิ่งที่ชาวสวนจะต้องเตรียมการรับมือ ต้องมีการสำรองน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกไว้แต่เนิ่น ๆ
“ผลไม้ไทยที่น่ากังวลและรัฐบาลต้องเตรียมการดูแลช่วยเหลือ คือลำไย โดยเฉพาะลำไยภาคเหนือที่จะเจอกับเอลนีโญ มีผลให้คุณภาพลำไยลดลง กระทบต่อรายได้เกษตรกรผู้ปลูก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข เพิ่มพื้นที่ชลประทาน สร้างฝายรองรับน้ำไว้ใช้ในภาคเกษตร”
นอกจากปัจจัยด้านราคาและการแข่งขันแล้ว พบว่าในปีนี้ผู้ประกอบการไทยจะเจอปัญหา“สภาพคล่องทางการเงิน” หรือ Cash Flow ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมส่งออกผลไม้ เพราะเมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องเตรียม
กระแสเงินสดสำหรับการส่งออกต่อรอบเพิ่มขึ้น
โดยระบบธุรกิจส่งออกทุเรียนต้องใช้เงินหมุนเวียนประมาณ 150,000 ล้านบาทต่อฤดูกาล สำหรับจ่ายค่าทุเรียนให้ชาวสวน และค่าขนส่ง โดยผู้ประกอบการรายเล็กจะใช้เวลา 15 วันต่อรอบการส่งจึงจะได้รับเงินค่าสินค้า ขณะที่ผู้ส่งออกจะมีระยะเวลาเครดิตนานถึง 45-90 วัน ซึ่งเงินหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ อีกทั้งปีนี้ผลผลิตมากกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งก็เป็นผลทำให้ผู้ซื้อต้องหาเงินเข้าซื้อทุเรียนมากขึ้น
“ผู้ประกอบการรายเล็กและล้งไทยประสบปัญหาสภาพคล่อง ไปต่อไม่ไหวก็เยอะ ทำให้บทบาทน้อยลง ขณะที่ “ทุนจีน” เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจล้งและการส่งออก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำ และมีตลาดปลายทางรองรับอยู่แล้ว แนวโน้มดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยทุนต่างชาติอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดราคา”
ส่วนปัญหาเรื่องของสารตกค้าง เช่น สารแคดเมียม และสาร Basic Yellow 2 (BY2) ที่เป็นอุปสรรคการส่งออกไปจีนในปี 2568 นั้น มั่นใจว่าปีนี้ไม่มีปัญหา เนื่องจากการยกระดับคุณภาพการตรวจสารตกค้างที่จะส่งออกไปตลาดจีนตามมาตรฐานที่กำหนด ขณะที่ปัญหาเรื่องของค่าระวางเรือนั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นจากปัญหาสงครามที่กระทบต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง จากเดิมปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 เหรียญสหรัฐต่อตู้ แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทุเรียนต้นฤดู ส่งออกทะลุล้านตัน ต้นทุนขนส่งพุ่ง-เวียดนามบี้ราคา
