ใคร ๆ ก็บอกว่าเหตุผลที่ทำให้ “อินโดนีเซีย” ครองแชมป์ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการมีจำนวนประชากรมากกว่า 280 ล้านคน
แต่มากกว่าเรื่องจำนวนประชากร ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า ?
จากรายงาน e-Conomy SEA 2025 โดย Google, Temasek และ Bain & Company ฉบับล่าสุด ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียในปี 2025 อยู่ที่ 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปี 2023 ราว 15% และมีโอกาสขยายตัวภายในปี 2030 เป็น 2.1-3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.7-10 ล้านล้านบาท)
แน่นอนว่าตลาดที่ใหญ่ขนาดนี้ย่อมเป็นที่หมายตาของธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะบรรดาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะเข้ามาทำตลาด เพื่อชิงส่วนแบ่ง และแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน
ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” เดินทางไปยังกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปีของ “แกร็บ” (Grab) หรือ GrabX 2026 จึงมีโอกาสสำรวจความเป็นไปของเมืองจาการ์ตา หนึ่งในเมืองที่กิจกรรมเศรษฐกิจบน “แพลตฟอร์ม” คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถของ “ไรเดอร์” ค่ายต่าง ๆ ทั้งรับส่งคน และส่งอาหารตลอดเวลา
นอกจากแกร็บ ก็มีโกเจ็ก (Gojek) Local Player ที่เคยทำตลาดในบ้านเราอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจถอนทัพกลับไป และยังมีช้อปปี้ฟู้ด (ShopeeFood) และแม็กซิม (Maxim)
“ไอร์ลังกา ฮาร์ตานโต” รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัวสูงมาก โดยเฉพาะธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” ที่มีมูลค่าตลาด (Gross Merchandise Value : GMV) เกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3 ล้านล้านบาท) ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับฟู้ดดีลิเวอรี่ และบริการเรียกรถก็เป็นตลาดที่ใหญ่มาก สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของแกร็บ ที่กว่า 40% เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย
“อีโคซิสเต็มที่สร้างโดยแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แกร็บ นับเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ช่วยสร้างโอกาสในการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี”
แม้อินโดนีเซียจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในประเทศอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่เข้ามาสร้างรายได้ในประเทศ เช่น การชงแผนตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยนำเสนอสิทธิประโยชน์จูงใจ
ในฝั่งของการพัฒนาคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ที่ตำแหน่งงานจะมีความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมแผนพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลจำนวน 15,000 คนภายในปีนี้ ผ่านความร่วมมือกับ “Arm” บริษัทผู้ผลิตชิปจากสหราชอาณาจักร
ที่สำคัญยังได้ริเริ่มกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework) ที่คาดว่าจะมีการลงนามในปี 2026 ภายใต้การนำของประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเตรียมความพร้อมท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคที่มีโอกาสแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (70 ล้านล้านบาท) ในปี 2030
ความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ของอินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 55 และมีจำนวนสตาร์ตอัพในประเทศกว่า 3,200 ราย
ในจำนวนนี้เป็น “ยูนิคอร์น” (สตาร์ตอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท) ถึง 7 ราย อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร, ฟินเทค, อีคอมเมิร์ซ และการขนส่ง
“รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัลของประเทศให้เข้มแข็งต่อไป”
การขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐในด้านต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลใน “อินโดนีเซีย” ไม่ได้เกิดจากประชากรจำนวนมหาศาลอย่างเดียว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทำไม ‘อินโดนีเซีย’ ครองแชมป์ ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ใหญ่สุดในอาเซียน
