“วราวุธ” ฟิต เตรียมชงหารือบอร์ดบีโอไอ ปรับเงื่อนไขการลงทุนใหม่ เตรียมเพิ่ม Local Content ให้สูงขึ้น เน้นจ้างงานคนไทย เฟ้นเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยได้ประโยชน์ เล็งตั้งกองทุนแสนล้าน ช่วยเอสเอ็มอีทรานส์ฟอร์ม เปิดทางเอกชนร่วมทุนด้าน “บีโอไอ” เผยทุกกิจการเงื่อนไขไม่เบา เข้มทั้งการใช้วัตถุดิบและสิ่งแวดล้อม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ที่จะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ ทางกระทรวงได้เตรียมหารือเพื่อที่จะเสนอให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ และทบทวนเรื่องของกฎหมายหรือระเบียบบางอย่างที่ใช้มานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เช่น เรื่องสัดส่วน Local Content ในอดีตอาจยังคงกำหนดไว้ไม่ได้สูง
แต่ปัจจุบันบีโอไอควรตั้งให้สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสพัฒนา ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และเกิดการพัฒนาศักยภาพ (Capacity Building) เป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากที่สุด ยิ่งในสถานการณ์สงครามการค้าโลกปัจจุบันที่กติกาของ WTO เริ่มไม่เข้มแข็งเหมือนเดิม
“สมมุติถ้ามีการลงทุน อย่างเช่นดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศอย่าง PCB 100% แบบนี้ก็น่าสนับสนุนมาก เพราะอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ถ้าใช้ในประเทศได้ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก ดังนั้นภาครัฐอาจต้องตั้งเงื่อนไขใหม่สำหรับการลงทุนเช่น ใช้ Local Content เท่าไร ใช้ทรัพยากรในประเทศแค่ไหน แล้วประเทศไทยหรือคนไทยได้อะไร ต้องเป็นลักษณะ Win-Win ในมุมของกระทรวงอุตสาหกรรมเองก็อยากผลักดันอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพราะประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อยู่แล้ว ตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้มากขึ้น”
สำหรับนโยบายที่จะผลักดันภาคอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เป็น New Engine ด้วยการผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะให้เป็นพรีเมี่ยม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศครอบคลุมเกษตรและอาหาร เช่น เปลี่ยนข้าว ยาง มัน เป็นสินค้าพรีเมี่ยม ขณะเดียวกันต้องดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย เช่นเดียวกับสมุนไพรและสุขภาพ ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เจาะตลาดสุขภาพทั่วโลก
ส่วนหัตถกรรมอัจฉริยะจะผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยีจะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก และอุตสาหกรรมสีเขียวเร่งสร้างระบบนิเวศของ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน
ทั้งหมดนี้จะมีกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือ การตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และบีโอไอ พร้อมผลักดันการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SMEs รวมทั้งการรีสกิล และอัพสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ
“เรามีแผนที่จะตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมวงเงินระดับแสนล้านบาท แต่จะทยอยทำเป็นเฟส โดยรูปแบบของกองทุน ดังกล่าวจะดึงให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้เตรียมหารือกับทางธนาคารโลก (World Bank) อย่างไรก็ตามต้องหารือกับทางกระทรวงการคลังเพิ่มเติม เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมมีกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐอยู่แล้ว ซึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนนี้ต้องการช่วย SMEs รายเล็กที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมในอนาคต การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เป็นต้น เรามีสเป็กคนที่อยากให้ดึงมาร่วมทุนอยู่แล้ว อยากได้บริษัทเอกชนที่เก่ง มีเงิน เพื่อมาช่วยซัพพอร์ตอุตสาหกรรม”
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในรายละเอียดจะมีการหารือกันในที่ประชุมบอร์ดที่จะมีขึ้นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ทั้งนี้ ในเงื่อนไขการลงทุนของบีโอไอนั้นได้มีการกำหนดและเป็นเกณฑ์ไว้สำหรับนักลงทุนแต่ละกิจการอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล กิจการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นักลงทุนต้องดำเนินตามถึง 16 ข้อ
เช่น ต้องเสนอแผนงานในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การจัดฝึกอบรม การจัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การทำวิจัยและพัฒนา การพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการ SMEs ไทย การสนับสนุน Supply Chain ในประเทศ เป็นต้น
โดยต้องดำเนินการตามแผนที่เสนอให้แล้วเสร็จก่อนการใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรืออุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ที่ต้องมีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบไม่น้อยกว่า 51% หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพจากการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ (Biochemicals) ที่ต้องใช้วัตถุดิบที่มาจากผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตร วัสดุชีวมวล เศษหรือผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรไม่น้อยกว่า 51% และส่วนใหญ่ทุกอุตสาหกรรมต้องมีเทคโนโลยีควบคุมดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘วราวุธ’ ชงบีโอไอปรับเงื่อนไขลงทุน