ศูนย์พยากรณ์ฯชี้เศรษฐกิจไทยยังชะลอ กำลังซื้ออ่อนต่อเนื่องหลังสงกรานต์ มูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 อยู่ที่ 2,100 ล้านบาท ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี ขณะรายได้แรงงานไม่เพิ่ม โอที-งานเสริมหด สะท้อนพฤติกรรม “ใช้เท่าที่มี-ลดรายจ่าย” แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต พร้อมประเมิน GDP ปีนี้โตเพียง 1.1-1.5% ท่ามกลางความเสี่ยงราคาน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงานปีนี้สะท้อนชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมการจับจ่ายของประชาชนที่ลดลงต่อเนื่องจากช่วงสงกรานต์
ทั้งนี้ หากนับเฉพาะการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงาน ไม่รวมวันหยุดยาวต่อเนื่อง พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มท่องเที่ยวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ลดลง 3% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นระดับการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
อย่างไรก็ตาม ระดับการใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างรุนแรงมากนัก แต่สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ต่างประเทศปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ทรุดแรง คือสถานการณ์สงครามยังไม่ได้รุนแรงเกินกว่ากรอบที่ประเมินไว้ โดยหากราคาน้ำมันไม่พุ่งทะลุระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบที่ประเมินไว้
สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แม้การเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานยังไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ แต่ยังไม่เห็นท่าทีของการยกระดับการปะทะรุนแรง และยังมีช่องทางการเจรจาอยู่ จึงทำให้ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกยังไม่หลุดจากกรอบประเมินเดิม โดยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%
โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวราว 1.4% ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง แต่ยอมรับว่าภาคแรงงานเริ่มได้รับผลกระทบในลักษณะรายได้ไม่เพิ่ม งานพิเศษน้อยลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจถูกปรับลด เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายของธุรกิจที่ชะลอตัวลง
“ยังไม่มีสัญญาณการปลดคนงานจำนวนมาก หรือการลดเงินเดือนจำนวนมาก แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือ โอกาสทำงานพิเศษลดลง ชั่วโมงทำงานและโอทีอาจน้อยลง ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจชะลอ แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตรุนแรง”
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่าแรงงานมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะโอกาสที่รายได้จะลดลง และความกังวลเรื่องการจ้างงาน แม้ยังไม่พบสัญญาณว่างงานหรือเลิกจ้างชัดเจน แต่หนึ่งในสัญญาณสำคัญจากผลสำรวจ คือพฤติกรรมการใช้จ่ายของแรงงานที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่าใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่หาได้ หรือใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย
ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงและความไม่แน่นอนจากสงครามสามารถตีความได้ 2 ด้าน คือ ด้านแรก รายได้ใหม่ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะยอดขายของธุรกิจลดลง ทำให้โอกาสทำโอทีหรืองานเสริมลดลง
ด้านที่สอง ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มขยับต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง และราคาสินค้าบางรายการ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังไม่ได้สะท้อนว่าค่าครองชีพสูงกว่ารายได้อย่างรุนแรง แต่สะท้อนว่าประชาชนและแรงงานเลือกประหยัดมากขึ้น เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 กรณีศึกษาผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,250 คน ระหว่างวันที่ 16-23 เมษายน 2569 พบว่า แรงงานส่วนใหญ่กว่า 90.8% ยังคงมีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน
ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือน 36% มีรายได้เฉลี่ย 15,001-30,000 บาทต่อ ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่าคนส่วนใหญ่ 79.1% ไม้มีการเก็บออม มีเพียง 20.9% เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีอาชีพเสริมด้วย สัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ใช้ส่วนใหญ่ไปอยู่ในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมา ชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย
ขณะเดียวกัน สถานภาพหนี้ของแรงงานไทยและการจัดการหนี้ พบว่าภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพบว่ากว่า 98% ของครัวเรือน และส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ส่วนบุคคลจากอุปโภค บริโภค ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ซึ่งเพิ่มขึ้น เมื่อดูจำนวนหนี้รวมทั้งเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน หรือประมาณ 494,505 บาทต่อครัวเรือน พร้อมภาระผ่อนชำระเฉลี่ยกว่า 10,867 บาทต่อเดือน และการชำระในแต่ละเดือนพยายามที่จะชำระเต็มจำนนวน ซึ่งปัญหานี้ส่งผลต่อการใช้จ่าย คาดว่าใน 3 เดือนข้างหน้าจะลดลง 50.6% และคนก็ยังเป็นกังวัลเรื่องนี้มาก แต่ก็ยังชำระหนี้ได้อยู่
ส่วนทัศนะต่อรายได้และความคิดเห็นประเด็นแรงงาน ราคาสินค้ามีผลต่อการใช้ชีวิต งานที่ทำยังมีความมั่นคง ยกเว้นงานรับจ้าง คนยังไม่ได้วางแผนเกษียณ และยังกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ แรงงานยังมองว่า ค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับประมาณ 495 บาทต่อวัน แต่หากค่าแรงปรับขึ้นไม่ได้ ก็ต้องการให้เพิ่มค่าเดินทางเข้ามาช่วยเหลือ เพราะแรงงานกังวลราคาสินค้าที่สูงขึ้น และหากค่าแรงขึ้นมีผลต่อราคาสินค้าสูงขึ้นแรงงานกว่า 97% ยอมรับไม่ได้
นอกจากนี้ ยังพบว่าแรงงานยังกังวลเรื่องปัญหาสงครามจะกระทบต่อการเลิกจ้างกว่า 43.3% อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้น 14.4% เป็นหนี้ในระบบ 87% นอกระบบ 13% และยังเชื่อว่าแรงงานไทยยังคงไม่มีปัญหาเรื่องของการชำระหนี้ การออมน้อย ส่วนแผนการทำกิจกรรมวันหยุดแรงงานส่วนใหญ่ยังคงพักผ่อน และปีนี้บรรยากาศยังคงคึกคัก ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในวันแรงงานปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 2,120 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีที่ผ่านมา
อ่านข่าวต้นฉบับ: แรงงานรัดเข็มขัด จับจ่ายวันแรงงานหด 3% เหลือ 2.1 พันล้าน ต่ำสุดรอบ 5 ปี
