คลังหั่น GDP ปี’69 เหลือ 1.6% จากเดิม 2% เซ่นพิษราคาน้ำมันแพงจากสงคราม ยันเศรษฐกิจไทยยังห่างไกล “Stagflation” ชี้รัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ประสานเสียงคาด กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ส่อตรึงยาวตลอดปี “วิจัยกสิกรไทย” เตือนไทยเสี่ยงชะงักงัน หวั่นสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือนส่อกระทบหนัก ด้าน “ซีไอเอ็มบี ไทย” จับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ลงมาที่ 1.6% ต่อปี จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พิษราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูง
โดยการปรับประมาณการ อยู่บนสมมุติฐานสำคัญ 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก คาดขยายตัวได้ 3.0% ชะลอเล็กน้อย สงครามตะวันออกกลาง กระทบพลังงาน ส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลนและราคาแพง 2.ค่าเงินบาทเฉลี่ยปีนี้ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า 3.ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
“ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาน้ำมันยังเฉลี่ยอยู่ที่ 91.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวโน้มยังทรงตัวสูงและผันผวนต่อไป จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยบางช่วงผันผวนสูงสุดที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าทั้งปี 33.5 ล้านคน ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน โดยช่วงไตรมาสแรกมีจำนวน 9.32 ล้านคน ชะลอตัว 2.4% จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง และ 5.การใช้จ่ายภาครัฐ ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่กว่า 4 ล้านล้านบาท จากมาตรการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ
“เศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง ทางการต้องมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการช่วยเหลือให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน การหารายได้เพิ่มขึ้น ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยการประมาณการโครงการคนละครึ่งพลัส ยังต้องรอความชัดเจน แต่ที่ทำปีที่ผ่านมา ทำให้ GDP ขยายตัวได้ 0.7% ยังไม่น่าห่วงและห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มีเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต”
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือ “Stagflation” ขึ้นกับว่าจะหนักแค่ไหน โดยแม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางและสหรัฐ จะพลิกกลับไปกลับมา แต่เริ่มเห็นสัญญาณการปิดโรงงานปิโตรเคมี ทำให้เสี่ยงขาดแคลนสินค้า ไม่มีของขาย รวมถึงกำลังซื้อหดหายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
“หากสถานการณ์ลากยาวเกิน 3 เดือน จะส่งผลให้ซัพพลายเชนถูกกระทบ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจมากขึ้น จะเห็นเศรษฐกิจไม่ขยายตัว และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5-6% อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินภายใต้สมมุติฐานกรณีฐาน คือเงินเฟ้อยังอยู่ระดับ 3% และ GDP โตได้ 1.2-1.3% แต่ปัจจัย Downside Risk มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าใช้จ่าย ผู้ผลิตลดต้นทุน และไม่ผลิตสินค้า ระยะสั้นไทยอาจต้องรับแรงกระแทกกดดันต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ”
นายบุรินทร์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี 2569 โดย กนง.จะให้น้ำหนักเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากมองว่าดอกเบี้ยระดับ 1.00% ต่อปี ถือว่าเหมาะสม
เพราะแม้ว่าการปรับลดดอกเบี้ย อาจจะช่วยลดต้นทุนและการคืนชำระหนี้ภาคประชาชนได้ แต่ไม่ได้ช่วยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นส่วนที่มาจากฝั่งอุปทาน ไม่ได้เป็นฝั่งอุปสงค์ในประเทศที่ร้อนแรง และสินเชื่อหดตัวเป็นปีที่ 3 ดังนั้น เงื่อนไขการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจในช่วงเวลานี้
“ปัจจุบันไทยเกิด Stagflation แล้ว แต่ยังเป็น Mind Stagflation คือ เศรษฐกิจหดตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นติดลบ เหมือนช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต โดยอยู่ที่ราว 3% อาจเกินกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของ ธปท. แต่คงไม่ได้ขึ้นไปถึง 7-8% เพราะราคาน้ำมันจะต้องอยู่ที่เฉลี่ย 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้น แต่จะเริ่มเห็นการปรับลดลงในช่วงเดือน มิ.ย.”
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การประชุม กนง.รอบนี้ เชื่อว่า มติจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ได้เซอร์ไพรส์ตลาด อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตาม คือ โทนการสื่อสารของ กนง.ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น จะมาจากฝั่งอุปทาน จากพลังงานและน้ำมัน ไม่ใช่ฝั่งอุปสงค์ที่ร้อนแรงจนต้องขึ้นดอกเบี้ยไปสกัด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง ซึ่งหลายคนกลัวจะเกิด “Stagflation”
“แม้ว่าเงินเฟ้อตอนนี้ อาจจะไม่ได้รุนแรงจนเกิด Stagflation แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเงินเฟ้อทั่วไป ตัวเลขล่าสุดเดือน มี.ค. เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า เริ่มเร่งตัวขึ้นที่ 0.60% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่เริ่มปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก และคาดว่าเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. จะเพิ่มขึ้น โดยแม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จะยังติดลบ 0.88% แต่เห็นสัญญาณการกระจายตัวของเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เริ่มไปสู่หมวดอื่น ๆ รวมถึงกระจายตัวจากเงินเฟ้อทั่วไป ไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน”
ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง และยังเป็น “คนป่วยของเอเชีย” แม้ว่ามูดีส์จะปรับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นมาเป็น “มีเสถียรภาพ” แต่ภาพเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำเรื่อย ๆ โดยธนาคารปรับประมาณการเติบโตจาก 1.7% เหลือ 1.3% และเงินเฟ้อยังมีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าไทยอาจจะไม่เกิด Stagflation แต่เกิดภาวะเศรษฐกิจฉีกออก คือ กำลังซื้ออ่อนแอ ค่าครองชีพฐานรากพุ่งสูงขึ้น ยอดขายสินค้าตก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว แม้ว่ารัฐบาลจะมีการอุดหนุนในคนเปราะบาง แต่ไม่เพียงพอ ส่วนคนระดับบนยังคงใช้จ่ายอยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น เงินเฟ้อจะเป็นตัวสร้างความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น
“จากสัญญาณเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น อาจจะรอดู กนง.จะมีการสื่อสารออกมาอย่างไร อาจจะไม่ได้บอกว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่ควรบอกให้คนเริ่มตั้งการ์ด เพราะเราจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฉีกออก และเงินเฟ้อจะสร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้ ธปท.อาจถูกตั้งคำถามว่า Behind the Curve แม้ว่าดอกเบี้ยรอบนี้อาจจะไม่ได้เปลี่ยน” ดร.อมรเทพกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: คลังหั่นจีดีพีเซ่นพิษน้ำมันพุ่ง นักเศรษฐศาสตร์เก็ง กนง.ตรึงดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ