คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ/วิรวินทร์ ศรีโหมด
ฉายาของรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ ในพรรคภูมิใจไทย เรียกว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ”
ในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกจัดอยู่ใน “แก๊งลูกเทพ” คือ “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) “คนแรก”
แนน บุณย์ธิดา ถูกวางตัวทำงานเคียงข้างประหนึ่งมือขวา “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ลูกชาย“เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ภูมิใจไทย
เธอเป็น สส.อุบลราชธานี 4 สมัย เป็นลูกของ “อิสสระ สมชัย” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาเรื่องราวชีวิตและการเมืองกับ “แนน บุณย์ธิดา”ถึงการที่ถูกรวมเป็น “แก๊งลูกเทพ” การเป็นหัวหอกพรรคสีน้ำเงิน ที่กำลัง “รุก” พื้นที่อุบลราชธานี ในวันที่เจ้าของพื้นที่เดิม “สีแดง” กำลังอ่อนแรง อ่อนแอลง
“แนน บุณย์ธิดา” เริ่มต้นสนทนาด้วยการขอเฉลยสิ่งที่คนการเมือง หรือชาวบ้านสงสัยว่า ตกลงชื่อจริงของเธอคือ แนน บุณย์ธิดา หรือบุณย์ธิดา เฉย ๆ กันแน่
“ตอนลง สส.รอบแรกสุดชื่อ บุณย์ธิดา แต่หลาย ๆ ท่านคุ้นเคยเราตั้งแต่เด็ก แม้งานทางการตอนเป็น สส.สมัยแรกก็ไม่เคยมีใครเรียก สส.บุณย์ธิดา มีแต่เรียก สส.แนน เลยคุยกับคุณพ่อว่าขอเปลี่ยนชื่อแล้วกัน ตอนแรกจะเปลี่ยนเหลือแค่ แนน สมชัย แต่พ่อบอกว่า บุณย์ธิดาพ่อตั้งให้นะ ขอนิดนึง จึงเป็น แนน บุณย์ธิดา สมชัย บุณย์ธิดาจึงเป็นชื่อกลาง”
แนน บุณย์ธิดา เกิดในครอบครัวนักการเมือง ที่พ่อของเธอชื่อ “อิสสระ สมชัย” ทนายความที่เริ่มต้นทำงานการเมืองด้วยการเล่นการเมืองท้องถิ่น ในพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร เธอจึงสัมผัสการเมืองตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
พ่อของเธอก้าวขึ้นเป็น สส.สมัยแรกตอนเธออายุ 2 ขวบ ภาพการเมืองจึงอยู่ในสายเลือด แต่ “แนน บุณย์ธิดา” ยอมรับว่า ตอนนั้นตอบยากว่าอยากเป็นนักการเมืองไหม
“เป็นความคุ้นชิน ตอบยากว่าอยากเป็นไหม ตอบยากเหมือนกัน แต่สนุกกับสิ่งที่เราทำมากกว่า เราหาเสียงกับคุณพ่อ ไปทำงานกับคุณพ่อ เห็นคนเยอะ ๆ ไม่ได้
ตื่นเต้น เหมือนไปเห็นพี่ ป้า น้า อา ที่เรารู้จักกัน”
จนกระทั่งพ่อของเธอขอพรรคประชาธิปัตย์ขยับขึ้นเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงมาถามเธอถึงการสืบทอดตำแหน่ง สส.อุบลฯ เธอตอบพ่อว่า “ก็สนุกดีนะ ในการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน..คิดว่าทำได้”
“แต่ตอนนั้นพ่อก็บอกว่า พ่อไม่บังคับนะ เพราะเรื่องมาทำอะไรแบบนี้ถ้าใจเราไม่มาก็ทำไม่ดีหรอก”
ตอนพ่อเธอถามว่าชอบ-ไม่ชอบ ไหว-ไม่ไหว ก็ให้แง่คิดว่า ถ้าตัดสินใจลงเล่นการเมืองหลังจากนี้มาชีวิตไม่เหมือนเดิมแล้ว
แนน บุณย์ธิดา จึงลงสมัคร สส.อุบลฯ เป็น สส.พรรคประชาธิปัตย์ หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ตอนอายุ 27 ปี
แนน บุณย์ธิดา เป็น สส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย แล้วอะไรถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ย้ายจากฟ้ามาเป็นน้ำเงิน เธอตอบว่า “ณ ตอนนั้นได้คุยกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ทีมงาน ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะขยับขยายไปอยู่อีกที่หนึ่ง เพราะในห้วงเวลานั้นที่เดิมไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนที่ผ่านมาแล้ว”
หรือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ตอบโจทย์ ? “คงไม่ใช้คำว่าไม่ตอบโจทย์ แต่ใช้คำว่าไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนเดิม เหมือนตอนที่เราอยู่แรก ๆ”
ถามต่อว่า แล้วพรรคภูมิใจไทยต่างกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร เธอตอบว่า “อาจจะต่างในแง่การทำงาน การตัดสินใจ ของพรรคประชาธิปัตย์ในแต่ละเรื่องเราอาจจะเห็นว่าใช้เวลา มีการถกพอสมควร แต่ของพรรคภูมิใจไทยรวดเร็วในการทำงาน เห็นคล้อยไปทางเดียวกันค่อนข้างรวดเร็ว ให้พื้นที่ทุกคนในการทำงาน ซึ่งมีคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรามากกว่า”
แนน บุณย์ธิดา อยู่พรรคภูมิใจไทยเข้าปีที่ 3 แล้วเธอได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการดีอีคนแรก และเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่กำกับกระทรวง
“ไชยชนก” รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และอีกหนึ่งคือ หัวหน้าแก๊งลูกเทพ มอบให้เธอดูงานสำคัญในกระทรวงถึง 5 หน่วยงาน 1.สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) 2.สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) 3.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) 4.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และ 5.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
ถามเธอว่าอะไรที่เป็นเหตุให้ถูกเลือกเป็นรัฐมนตรี แนน บุณย์ธิดา ตอบย้อนด้วยใบหน้ายิ้มว่า คำถามนี้ตอบยาก นี่น่าจะถามนายกฯ แต่หลัก ๆ รัฐมนตรีชุดนี้เราทำงานเป็นทีมตั้งนานแล้ว และนายกฯ เน้นหนักเรื่องประสานงานทุกกระทรวงไปด้วยกัน เราไม่มีแยกว่ากระทรวงนี้ทำเรื่องนี้ กระทรวงนั้นทำเรื่องนี้ แต่ทุกกระทรวงต้องร่วมกันทำจริงจัง เช่น กรณี เรื่องฝุ่น PM 2.5 เราประชุมกันหลายหน่วยงาน ทั้งดีอี กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราทำด้วยกันทั้งหมด
เธอเล่าว่า ทันทีที่มีคนมาบอกว่านายกฯ จะตั้งให้เป็นรัฐมนตรี เธอก็หันไปมองกับ “ไชยชนก” แล้วถามว่าจริงเหรอ
“แต่ถามว่ารู้สึกยังไงไหม ก็ต้องบอกว่าก็กดดันนิดหน่อย กดดันว่าตอนเราอยู่ในสภามี 500 คน เราก็ทำงานร่วมกันแบบมี 500 คน พอเป็นฝั่งบริหารเนี่ยเหลืออยู่แค่ 30 กว่าคน และทุกอย่างพุ่งตรงมาที่ 30 กว่าคน ในฐานะที่คุณคือคนสำคัญที่ออกกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของการบริหารประเทศ”
“ตอนแรกก็ยังไม่กดดัน เพราะตอนนั้นทุกอย่างยังเป็นแค่ข่าวกับการบอกเล่า พอเริ่มทีละขั้นแล้วว่ามันเป็นความจริง และเป็นจังหวะที่โลกเกิดวิกฤตพอดี มีเรื่องวิกฤตที่เราต้องดูแลในระยะสั้น มีสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวในระยะกลางกับยาวต่อไปในอนาคต ก็เริ่มมีความกดดันว่าเวลามันสั้นมาก”
“นายกฯ พูดไว้แต่แรกแล้ว บอกว่าแบบเห้ย…รอบนี้ไม่มีฮันนีมูนพีเรียดนะ ไม่ใช่คิดว่าแบบเป็นปุ๊บได้ปุ๊บแล้วโอ้โหไปนั่งฉลองกันแบบเป็นเดือนไม่มี”
“ถามว่าความรู้สึกตอนแรกเป็นยังไง ตอนแรกเลยนี่ยังว่างเปล่าอยู่ เพราะมันเป็นคำบอกเล่าแต่พอเริ่มชัดเจนขึ้นมาได้เรื่อย ๆ เนี่ยความกดดันก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยิ่งกดดันก็ยิ่งต้องทำให้ได้เร็วและดีที่สุด
เป็นรัฐมนตรีในช่วงวิกฤตถือว่าเป็นทุกขลาภ หรือโอกาส “แนน บุณย์ธิดา” ตอบว่า ทุกขลาภเลยเหรอ.. (หัวเราะ) เป็นโอกาสให้ได้ทำงานที่เยอะมากขึ้น เป็น สส.คนละรูปแบบ เพราะเป็น สส.ไม่มีอำนาจกำกับหน่วยงาน เราเพียงส่งเรื่องไปยังหน่วยงาน แต่พอเป็นรัฐมนตรีเป็นโอกาสที่จะประสานกับหน่วยงานจริง ๆ ว่าเรื่องไหนต้องเร่ง เรื่องไหนต้องเร็ว เรื่องไหนที่ด่วนที่สุด เราได้เห็นชัดข้อติดขัด เราได้คุยกับฝ่ายนิติบัญญัติได้ด้วยว่าทางราชการคิดแบบนี้ ทางนิติบัญญัติจะมีมุมไหนช่วยได้บ้างในแง่กฎหมาย
แต่ละกระทรวงในแง่กฎหมายสุดท้ายแล้วต้องร่วมมือกันทำงานด้วยกันแบบชัดเจน ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่อธิบายได้ แก้เพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร เรามั่นใจว่ามีคำตอบให้กับสภาทุกคำถาม กดดันแน่นอนแหละด้วยเงื่อนเวลา เรื่องวิกฤตต่าง ๆ แต่ทำให้ดีแน่นอน”
แต่กระทรวงดีอีค่อนข้าง เฉพาะทางมีพื้นฐานความรู้มาก่อนไหม รัฐมนตรีแนนตอบว่า ทุกกระทรวงในฐานะที่รัฐมนนตรีมีหน้าที่ดูแลกำกับนโยบาย ที่ชัดเจน ให้หน่วยงานได้ทำงาน วางแผนงาน ให้ตรงกับที่รัฐบาลได้วางกรอบเอาไว้ ไม่ใช่แค่ตัวรัฐมนตรีคนเดียว แต่เป็นคณะทำงานทั้งหมดที่เราต้องเซตอัพ ถามว่าจำเป็นต้อง Specific ไหม แต่ถามว่าทั้งกระทรวงไม่ได้มีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็น Specific แต่มีหลายเรื่องที่ร้อยเรียงกันในแต่ละกระทรวง ดังนั้นคณะทำงานก็จะมาเสริมในทีมบริหารของกระทรวงด้วย
กับฉายาแก๊งลูกเทพ ที่ตั้งให้กับรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย เธอมีความเห็นอย่างไรนั้น
“ฉายาต่าง ๆ ทางการเมืองก็มีฉายาแบบนี้ทุกปีอยู่แล้ว ในเรื่องแบบนี้ไม่รู้สึก เรานักการเมืองทุกคนต้องลุ้นในแต่ละปีว่าจะมีฉายาอะไร แต่ถามว่าบั่นทอนการทำงานไหม..ไม่ได้บั่นทอน เราเข้าใจภารกิจดีว่าแต่ละกระทรวงที่เราทำงานต้องให้นโยบายที่นายกฯ แถลงสำเร็จได้เร็ว”
“คำว่าแก๊งลูกเทพคำพูดนี้มันมาก่อนที่แนนจะมา จำไม่ได้ว่ามาจากไหน ไม่มั่นใจเหมือนกัน เท่าที่ทราบพรรคภูมิใจไทยรุ่นแรกมีแต่หนุ่ม ๆ หน้าใส ๆ คงมีการคุยเล่น คุยแซวกัน ถ้าจำไม่ผิดท่านมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นคนแซว เพราะหนึ่งในนั้นคือ เจเศรษฐ์ คือลูกท่านอยู่ในนั้น ผู้ใหญ่แซวกันตั้งแต่ปี’62”
“พอปี’66 เป็นปีที่ไชยชนกเข้ามา เป็นแก๊งกลุ่มใกล้ ๆ กันเยอะขึ้น พอมาอยู่ด้วยกันอาจจะโดนเหมารวมไปด้วย แต่ถามว่าเป็นคำที่พวกเราไม่ได้ยินมานานมาก เพราะรุ่นแรกที่เรียกกันไม่กี่คน พอพรรคใหญ่ขึ้น รุ่น ๆ เดียวกันก็เยอะขึ้น คงเป็นเหมือนทุกพรรค มีกลุ่มสูงอายุ กลุ่มใกล้เคียงกัน”
คำถามสำคัญ “กลุ่มลูกเทพ” จะได้เป็นรัฐมนตรีก่อนกลุ่มอื่นไหม “แนน บุณย์ธิดา” ตอบทันที
“โอ้โฮ..ไม่มีหรอกค่ะ เรียกว่าไม่เคยมีใครเรียกตัวเองว่ากลุ่มลูกเทพ ถามว่ามีสิทธิพิเศษนี้ไหม เราไม่มีหรอก ไม่มีเพราะทุกคนเข้ามานี่คือโดน หมายความว่าต้องทำงานหมดอยู่แล้ว โดนหมายหัวนี่แหละว่าต้องทำงาน และเราก็ได้รับการบอกกล่าวเหมือนกันทุกคนว่าตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งถาวร ไม่ใช่ว่าเป็นของใคร ไม่ใช่ว่าอะไรต้องทำงาน ทำไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน”
“อันนี้สิ่งที่เราได้รับการบอกกล่าวมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้คำว่าแก๊งลูกเทพด้วยสิทธิพิเศษอย่างงั้น สิทธิพิเศษของเราต้องไม่ได้ออก…ถูกไหม
แต่เราโดนคำแรกที่เราโดนเลยต้องทำงานนะ ทำไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นไม่มีสิทธิพิเศษ มีแต่ว่าต้องทำงานหนักมากขึ้น”
พรรคภูมิใจไทยเมืองหลวงอยู่อีสานใต้-บุรีรัมย์ แต่แผ่ขยายอำนาจการเมืองไปทั่วแดน อุบลราชธานีคือหนึ่งในเป้าหมาย จากเดิมการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยเจาะพื้นที่อุบลฯ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ได้ สส. 3 ที่นั่ง มาถึงการเลือกตั้ง 2569 รอบล่าสุด ขยับเป็น 4 ที่นั่ง คำถามถัดไปจะรุก-ยึดอุบลฯ เลยหรือไม่ เพราะคู่แข่งพรรคสีแดงเริ่มอ่อนแอ
“แนน บุณย์ธิดา” กล่าวว่า การเลือกตั้งคราวหน้า…ก็อีกหลายปี แต่หวังว่าภูมิใจไทยจะได้พื้นที่เพิ่ม เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าภูมิใจไทยทำให้เห็นเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชน”
“รอบนี้เราได้ สส.มา 4 คน จาก 11 ที่นั่ง ซึ่งต้องถือว่าในโซนอีสานใต้อุบลฯ สส.เยอะสุด เราก็หวังว่าในครั้งหน้าเราจะต้องได้มากกว่า 4 ที่นั่ง”
คิดว่าคู่แข่งพรรคไหนน่ากลัวที่สุด เธอตอบว่า ไม่ได้มองว่าพรรคไหนน่ากลัวที่สุด เราใช้คำว่าแต่ละคนก็ดูแลพื้นที่กันไป ในอนาคตข้างหน้าเราตอบไม่ได้ว่าจะเป็นพรรคไหน ใครจะมา ใครจะเพิ่ม ใครจะอยู่ ใครจะถอย ยังเห็นภาพอะไรไม่ชัด
“แต่ ณ ตอนนี้ภูมิใจไทยเรามี 4และทำพื้นที่ให้แข็งแรง ก็หวังว่าจะได้เพิ่มมากกว่า 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 ไม่ได้ชี้ชัดว่าใครน่ากลัว”
ภูมิใจไทยตั้งเป้าว่าอยู่ในอำนาจ 4 ปีจะยึดได้หรือไม่ “แนน บุณย์ธิดา” ตอบว่า “อุบลฯ เป็นจังหวัดเดียวในโซนอีสานใต้ ตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นจนถึงปัจจุบัน เป็นจังหวัดเดียวที่ไม่เคยมี สส.พรรคเดียว หรือ สส. 2 พรรค มี 3-4 พรรคตลอด”
“ขึ้นอยู่กับในเวลานั้นจะเป็นแบบไหน แต่ว่าในช่วงระยะเวลานั้นเป็นแบบไหน แต่อย่างที่บอกค่ะว่าภูมิใจไทยเราก็หวังว่าของอุบลฯ ยังไงเราก็หวังว่าจะต้องได้เพิ่มเท่านั้นเอง แต่ว่าเราไม่ได้พูดถึงขั้นว่าเราจะยกจังหวัด ไม่เอาไปพูดถึงอันนั้นแน่นอน เพราะว่าเราก็ต้องมองความเป็นจริงนะคะว่าเราจะได้ประมาณเท่าไหร่นะ อะไรยังไงนะ เพราะ 4 ที่นั่งนี่ไม่ใช่น้อยนะคะ เยอะมากพอสมควร”
ถามคำถามสุดท้ายเป้าหมายของเธอในตำแหน่งรัฐมนตรีคืออะไร เธอตอบว่า เรื่องที่ยาวที่สุด ใช้เวลามากที่สุด คือเรื่องกฎหมาย การมีกฎหมายที่ครอบคลุมทุกมุม เป็นการอำนวยความสะดวกผู้ที่ทำธุรกิจและผู้ใช้งาน ทำได้ทุกฝ่าย อยากให้กฎหมายครอบคลุมโลกดิจิทัลให้มากที่สุด ต้องมีกฎหมายที่จบในรัฐบาลชุดนี้ กำกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยให้ได้เร็วที่สุด น่าจะเป็นการกำจัดและจำกัดในหลาย ๆ อย่างที่ประเทศเสียไป รวมถึงข้อเสียเปรียบผู้ค้า ผู้ซื้อคนไทย
อ่านข่าวต้นฉบับ: แนน บุณย์ธิดา มือขวา ไชยชนก รัฐมนตรีลูกเทพไม่มีสิทธิพิเศษ ทำไม่ได้ต้องออก