ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยังคงไม่มีข้อสรุป ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศถอนตัวจากกลุ่มโอเปก
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับเวสต์เท็กซัส (WTI) และน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้น หลังตลาดยังคงกังวลสถานการณ์การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
โดยแหล่งข่าวจากประเทศอิหร่านเผยว่า ข้อเสนอการยุติสงครามของอิหร่านมีการหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์จนกว่าสงครามจะยุติลง และข้อพิพาทด้านการขนส่งทางเรือบริเวณอ่าวเปอร์เซียจะได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีท่าทีไม่พอใจกับข้อเสนอการยุติสงครามใหม่ของอิหร่าน จากการแถลงของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสซื้อขายเมื่อ 28 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 99.93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 111.26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลกบนเรือบรรทุกน้ำมันที่จอดนิ่งไว้ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 25% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แตะระดับที่ 153.1 ล้านบาร์เรล ณ วันที่ 24 เม.ย. 69 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของการเดินเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังยังถูกปิดล้อมจากกองทัพสหรัฐ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก ตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโอเปก และโอเปกพลัส เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 69 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ค. 69 เพื่อมุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ และต้องการมีอิสระในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเสถียรภาพการบริหารจัดการปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถผลิตน้ำมันดิบได้เพิ่มเติม 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาปกติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดอยู่ จึงยังไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ ณ เวลานี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม การเจรจาสหรัฐ-อิหร่านยังไม่มีข้อสรุป
