สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เผยปี 2568 สมาชิก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก 2.21 แสนล้านบาท ปริมาณ 2.91 ล้านตัน คิดเป็น 14.5% ของส่งออกอาหารไทยทั้งประเทศ ชี้อุตสาหกรรมยังแข็งแกร่ง แต่เจอแรงกดดันต้นทุน ค่าเงินบาท มาตรฐาน ESG-Traceability และการแข่งขันจากจีน-เวียดนาม-อินโดนีเซีย เสนอรัฐเร่งลดต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ เปิดตลาดใหม่ผ่าน FTA หนุน Future Food-Sustainable Food
ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป หรือ TFPA เปิดเผยในที่ประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมฯ ว่าอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปของไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จากจุดแข็งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และประสบการณ์ด้านการส่งออกที่สั่งสมมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถแข่งขันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเร่งยกระดับไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ความยั่งยืน และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
“วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ ความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตที่ดี ไปสู่ผู้ผลิตที่โลกเลือก” ดร.องอาจกล่าว
สำหรับบทบาทของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตอาหารและอาหารสำเร็จรูป ให้ความช่วยเหลือสมาชิก เป็นสื่อกลางในการสื่อสารและประสานความร่วมมือระหว่างสมาชิกกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ปัจจุบันสมาคมฯ ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากสมาชิก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน 2.กลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่าและอาหารทะเล 3.กลุ่มผู้ผลิตผักผลไม้ 4.กลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน และ 5.กลุ่มผู้ผลิตสับปะรด
ทั้งนี้ ในปี 2568 สมาชิกทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมีมูลค่าการส่งออกรวม 221,189 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 2.91 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.5% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,520,542.58 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน และยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ
ดร.องอาจกล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมอาหารไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้า โดยกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานและเครื่องปรุงยังมีโอกาสเติบโตสูง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไทยจึงควรเร่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการพัฒนาสินค้านวัตกรรม
ขณะที่กลุ่มทูน่าและอาหารทะเลยังเป็นสินค้าหลักของประเทศ แต่เผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน ESG และระบบ Traceability เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก
ส่วนกลุ่มผักผลไม้แปรรูปต้องรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้นจากจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางไปสู่ตลาดพรีเมี่ยม สินค้าออร์แกนิก และ Functional Food เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการแข่งขันด้านราคา
ด้านกลุ่มข้าวโพดหวาน แม้ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้า แต่ยังต้องรับมือความเสี่ยงจากผลผลิต ภัยแล้ง ต้นทุนภาคเกษตร และมาตรการการค้าระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องนำ Smart Farming และการบริหารต้นทุนเชิงระบบเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
สำหรับกลุ่มสับปะรดแปรรูป ถือเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวโดดเด่นจากความต้องการในตลาดโลก แต่ยังต้องเร่งบริหารจัดการวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และต่อยอดสินค้าไปสู่ Premium Segment เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว สมาคมฯ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.เร่งลดต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2.เดินหน้าเจรจา FTA และเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ และ 3.สนับสนุนการพัฒนา Future Food, Sustainable Food และระบบมาตรฐานสากล
ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญที่ภาครัฐและเอกชนต้องประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท การลดภาระต้นทุน และการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวสู่การพัฒนานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
“หากไทยสามารถเปลี่ยนจากฐานการผลิตต้นทุนแข่งขัน ไปสู่ฐานการผลิตที่มีนวัตกรรม มาตรฐาน และความยั่งยืน จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปไทยรักษาขีดความสามารถการแข่งขันบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.องอาจกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: TFPA ชี้อาหารไทยต้องเลิกแข่งราคา ขยับสู่ ‘ผู้ผลิตที่โลกเลือก’